ราคาทองคำปรับขึ้นรับข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด
ราคาทองคำสปอตขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดของวัน หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนสัญญาณว่าตลาดที่อยู่อาศัยอาจเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ แม้อัตราดอกเบี้ยจำนองยังอยู่ในระดับสูงเหนือ 6% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทองคำจับตา เพราะข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีผลต่อทิศทางดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และแนวโน้มราคาทองคำในระยะถัดไป
ยอดทำสัญญาซื้อบ้านพุ่ง 3.8% สูงกว่าคาดการณ์
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NAR รายงานว่า ดัชนียอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% ขณะที่ตัวเลขเดือนเมษายนถูกปรับลดลงเหลือ 0.3% จากเดิม 1.4% เมื่อเทียบรายปี ยอดทำสัญญาซื้อบ้านเพิ่มขึ้น 4.8% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.0% และดีกว่าการเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนก่อนหน้า
การเพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของสหรัฐฯ ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มิดเวสต์ ภาคใต้ และตะวันตก โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานบ้าน ส่งผลให้ราคาบ้านปรับขึ้นเร็ว แต่ยอดขายชะลอตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นจำนวนการลงนามสัญญาซื้อขายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
อุปสงค์ค้างสะสมหนุนตลาด แม้ดอกเบี้ยจำนองยังสูง
ดร.ลอว์เรนซ์ หยุน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NAR ระบุว่า กระแสผู้ซื้อที่เร่งเข้าตลาดในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ แม้อัตราดอกเบี้ยจำนองไม่ลดลง เป็นสัญญาณของอุปสงค์ที่อยู่อาศัยค้างสะสม และแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มยอมรับอัตราดอกเบี้ยจำนองเหนือ 6% เป็นภาวะปกติใหม่ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องการอุปทานบ้านเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยชะลอการเร่งตัวของราคาบ้าน
ผลต่อทองคำและแนวโน้มดอกเบี้ย
หยุนมองว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจช่วยกดอัตราดอกเบี้ยจำนองให้ต่ำลงในอนาคต แต่การลดลงน่าจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังมีการกู้ยืมจำนวนมาก และบริษัทเทคโนโลยียังลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างแข็งแกร่ง
หลังการประกาศข้อมูลดังกล่าว ราคาทองคำสปอตปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดของวันที่ 4,349.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนซื้อขายล่าสุดที่ 4,344.08 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.34% ในวันเดียวกัน นักลงทุนยังคงติดตามข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะยอดทำสัญญาซื้อบ้านถือเป็นดัชนีนำของยอดขายบ้านมือสอง และอาจส่งผลต่อการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย














