ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางหนี้พุ่งและเงินเฟ้อกดดันตลาด
พอล หว่อง หุ้นส่วนผู้จัดการและนักกลยุทธ์ตลาดของ Sprott Inc. ระบุว่า ภาวะหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นกำลังทำให้ตลาดการเงินต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ ขณะที่ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการคลังยังคงเอื้อต่อสินทรัพย์แข็ง เช่น ทองคำ และเงิน แม้ราคาทองคำจะอ่อนตัวและเคลื่อนไหวในกรอบหลังการเทขายช่วงกลางเดือนมีนาคม แต่ภาพรวมยังเป็นการพักฐานมากกว่าการกลับตัวเป็นขาลง
ตลาดพันธบัตรสะท้อนความกังวลเงินเฟ้อและวินัยการคลัง
หว่องชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐยังได้แรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกลับถูกเทขายอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และความกังวลต่อการออกหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น เขามองว่า หากเงินเฟ้อ หนี้ และการขาดดุลยังไม่จบลง นักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อไป
นโยบายการเงินถูกจำกัด หนุนบทบาททองคำ
ในมุมมองของหว่อง ธนาคารกลางกำลังเผชิญทางเลือกที่ยาก หากขึ้นดอกเบี้ยอาจกระทบเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจ แต่หากผ่อนคลายนโยบายมากเกินไป อาจทำให้เงินเฟ้อฝังตัวและกดดันค่าเงิน สถานการณ์นี้ทำให้ทองคำมีบทบาทเด่นในฐานะเครื่องรักษามูลค่า โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงของสินทรัพย์การเงินมีแนวโน้มถูกบีบให้ต่ำหรือเป็นลบ
ธนาคารกลางยังซื้อทองคำเมื่อราคาย่อตัว
ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การซื้อของภาครัฐเฉลี่ยมากกว่า 1,000 ตันต่อปี เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาสกุลเงินหลัก และรับมือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หว่องระบุว่า ธนาคารกลางมักใช้ช่วงราคาทองคำอ่อนตัวเป็นโอกาสสะสม ทำให้ตลาดมีฐานรองรับที่แข็งแรง
เงินขาดดุลหนุนภาพรวมสินทรัพย์แข็ง
สำหรับเงิน หว่องมองบวกเช่นกัน เนื่องจากตลาดยังเผชิญภาวะขาดดุลเชิงโครงสร้าง อุปทานเหมืองเติบโตจำกัด ขณะที่ความต้องการจากอุตสาหกรรมและการลงทุนกลับมาเพิ่มขึ้น เขาสรุปว่า ความแข็งแกร่งของทองคำไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับมูลค่าสินทรัพย์จริงในยุคที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อเงินตรากระดาษและความยั่งยืนของหนี้รัฐบาล












