กลุ่ม BRICS+ ดัน ทุนสำรองทองคำ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการเสื่อมถอยของดอลลาร์
การซื้อขายทองคำในปัจจุบันได้รับแรงหนุนอย่างมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ BRICS+ ที่เดินหน้าสะสม ทองคำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนใน ราคาทองคำ กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาลหลายประเทศ ส่งผลให้แนวโน้ม ตลาดทองคำ เติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนในตลาดโลก
สัดส่วนการถือครองทองคำของกลุ่ม BRICS+
Michael Harris นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจาก EBC Financial Group ระบุว่า ชาติสมาชิก BRICS+ ถือครองทองคำรวมกันกว่า 17.4% ของทุนสำรองทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 11.2% ในปี 2019 โดยรัสเซียและจีนเป็นผู้นำในการสะสมทองคำมากถึง 74% ของกลุ่ม การเข้าซื้อเหล่านี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐ ไม่ใช่เพียงแค่การเก็งกำไร โดยธนาคารกลางกว่า 40 แห่งทั่วโลกต่างกวาดซื้อทองคำเข้าคลังอย่างต่อเนื่องแบบทิศทางเดียว ไม่ว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ระดับ 4,000 หรือ 5,000 ดอลลาร์ก็ตาม
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนกำลังลง ท่ามกลางความตื่นตัวด้านภูมิรัฐศาสตร์
จุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์นี้คือในปี 2022 เมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตร อายัดทรัพย์สินของรัสเซีย ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกตระหนักว่า ทุนสำรองที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์สามารถถูกอายัดและยึดได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้ความต้องการทองคำรายปีพุ่งขึ้นจาก 500 ตัน เป็นกว่า 1,000 ตันต่อปี เนื่องจากทองคำที่เก็บในประเทศไม่สามารถถูกอายัดผ่านระบบ SWIFT ได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก IMF ชี้ว่าสัดส่วนของเงินดอลลาร์ในทุนสำรองโลกลดลงเหลือ 57% ในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994
จับตาราคาทองคำพุ่งทะยานสู่ 6,000 ดอลลาร์
ขณะนี้ราคาทองคำซื้อขายอยู่ที่ระดับใกล้ 4,660 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต่างปรับเป้าหมายราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างดุดัน เช่น Deutsche Bank และ Societe Generale มองเป้าที่ 6,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JPMorgan คาดการณ์ที่ 6,300 ดอลลาร์ นอกจากนี้ หากชาติสมาชิก BRICS+ อย่างซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองจาก 2.6% เป็น 5% จะทำให้เกิดแรงซื้อระดับมหาศาลในตลาดโลก การเปลี่ยนผ่านจากดอลลาร์สู่ทองคำในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การคาดเดา แต่เป็นเทรนด์ที่สะท้อนว่าทองคำคือสินทรัพย์ที่รัฐบาลต้องการถือครองเพื่อความมั่นคงอย่างแท้จริง














