ราคาทองคำผันผวนหนักจากแรงกดดันดอกเบี้ยเฟด
ราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญความผันผวนสูง แม้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยได้บางส่วน แต่ข้อมูลแรงงานสหรัฐที่แข็งแกร่ง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้น และความกังวลว่าเฟดอาจกลับมาใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้มงวด ได้กดดันทองคำให้ร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์
ทองคำสปอตเริ่มต้นสัปดาห์ที่ 4,539.42 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขึ้นไปทำจุดสูงสุดรายสัปดาห์ที่ 4,545.55 ดอลลาร์ หลังนักลงทุนตอบรับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แรงซื้อเริ่มชะลอเมื่อราคาน้ำมัน ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ขายกลับเข้าควบคุมตลาด
ข้อมูลจ้างงานสหรัฐฉุดทองคำหลุดแนวรับสำคัญ
รายงานตำแหน่งงานว่าง JOLTS เดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้นเป็น 7.6 ล้านตำแหน่ง และข้อมูล ADP ที่สะท้อนตลาดแรงงานยังแข็งแรง ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด ต่อมาในวันศุกร์ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ จุดชนวนแรงขายในตลาดทองคำ และกดราคาลงแตะจุดต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ 4,311.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ผลสำรวจ Kitco News Weekly Gold Survey ระบุว่า นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทส่วนใหญ่เปลี่ยนมามีมุมมองลบต่อแนวโน้มทองคำระยะสั้น โดย 74% คาดว่าราคาจะลดลง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเริ่มระมัดระวังมากขึ้น หลังราคาทองคำหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งเป็นระดับทางเทคนิคสำคัญที่ตลาดจับตา
ธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยหนุนระยะยาวของทองคำ
นักวิเคราะห์บางรายมองว่าแรงขายทองคำในช่วงนี้อาจรุนแรงเกินไป เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริงของเงินฝากยังติดลบเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองคำ โดยเดือนเมษายนกลับมาซื้อสุทธิ 17 ตัน หลังหยุดพักในเดือนมีนาคม สะท้อนบทบาททองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้ ตลาดอาจเผชิญแรงปรับฐานต่อ โดยนักวิเคราะห์บางรายมองแนวรับถัดไปบริเวณ 4,250 ดอลลาร์ และอาจทดสอบระดับต่ำกว่าเดิม ก่อนที่แรงซื้อจากธนาคารกลางหรือนักลงทุนระยะยาวจะกลับเข้าสู่ตลาด
สัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ ดัชนีราคาผู้ผลิต การขอรับสวัสดิการว่างงาน และการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางแคนาดาและยุโรป ซึ่งอาจกำหนดทิศทางราคาทองคำ ดอลลาร์ และแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดในระยะถัดไป














