ราคาทองคำและเงินร่วงหนัก รับแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลาย
ราคาทองคำและโลหะเงินปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐฯ โดยโลหะเงินเป็นผู้นำในการปรับตัวลง ตลาดเผชิญกับแรงเทขายทำกำไรในฝั่งสัญญาฟิวเจอร์ส (Long Liquidation) ส่งผลให้นักลงทุนระยะสั้นที่พยายามเข้าช้อนซื้อเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ล่าสุดสัญญาทองคำส่งมอบเดือนเมษายนลดลง 69.40 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 4,880.80 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาโลหะเงินส่งมอบเดือนมีนาคมลดลง 8.411 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 75.90 ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากดดันตลาดทองคำ
ปัจจัยภายนอกที่เป็นลบต่อราคาทองคำในวันนี้ คือการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยดอลลาร์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนต่อไป ซึ่งวอร์ชมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงทองคำ ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้
ราคาน้ำมันดิบร่วงหลังข่าวการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดรั้งตลาดคือราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง เป็นผลมาจากการยืนยันว่าอิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ประเทศโอมาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางทหาร ข่าวนี้ช่วยคลายความกังวลเรื่องสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดน้อยลงตามไปด้วย โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงสู่ระดับ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำทางเทคนิค
ในมุมมองทางเทคนิค สัญญาฟิวเจอร์สทองคำเดือนเมษายนได้ก่อตัวเป็นรูปแบบ “Key Reversal” ที่เป็นสัญญาณขาลงขนาดใหญ่ในกราฟรายวัน ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยแนวรับสำคัญถัดไปของฝ่ายหมี (ขาลง) คือการผลักดันราคาให้ต่ำกว่าระดับต่ำสุดของสัปดาห์ที่ 4,423.20 ดอลลาร์ ในขณะที่แนวต้านแรกอยู่ที่ 5,000.00 ดอลลาร์ หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ อาจเห็นการปรับฐานต่อเนื่อง














