ราคาทองคำร่วงแรงไม่ใช่จุดจบตลาดกระทิง Metals Focus ชี้เป็นเพียงการปรับฐานตามกลไกตลาด
การดึงกลับอย่างรุนแรงของ ราคาทองคำ ท่ามกลางการพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาด แต่จากข้อมูลของ Metals Focus ความผันผวนล่าสุดนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นจุดสิ้นสุดของตลาดกระทิง (Bull Market) หลังจากที่ทองคำทำสถิติการปรับตัวขึ้นในวันเดียวที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และตามมาด้วยการเทขายในวันเดียวที่หนักหน่วงที่สุดเกือบจะทันที ราคาทองคำได้แสดงความผันผวนในระดับที่มักพบเห็นในสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม Matthew Piggott ผู้อำนวยการฝ่ายทองคำและเงินของ Metals Focus กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Kitco News ว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจและไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างราคาแต่อย่างใด
การปรับฐานของราคาทองคำเป็นเรื่องจำเป็นและดีต่อสุขภาพตลาด
Piggott กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากความเร็วของการพุ่งขึ้นของราคา การปรับฐานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดจำเป็นต้องระบายความร้อน” โดยในช่วงต้นปี 2026 ทองคำ ได้ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All-time highs) จำนวนมาก แม้ว่าราคาทองคำจะไม่สามารถยืนเหนือแนวรับเบื้องต้นที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และแรงเทขายข้ามคืนกดราคาลงไปถึง 4,402 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ราคาก็ดีดตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุด โดยซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ระดับ 4,747.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ Piggott ยืนยันว่านักลงทุนทองคำส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ไล่ตามกำไรส่วนต่างราคา แต่ซื้อเพื่อปกป้องพอร์ตโฟลิโอ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเสื่อมค่าของสกุลเงิน ซึ่งความผันผวนระยะสั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยเหล่านี้
แรงซื้อจากธนาคารกลางและเป้าหมายราคาปี 2026
แม้จะมีความตื่นตระหนกในตลาดฟิวเจอร์ส แต่อุปสงค์ทางกายภาพพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอินเดีย และแรงซื้อจากธนาคารกลางที่คาดว่าจะยังคงเป็นผู้ซื้อที่มั่นคงตลอดปี 2026 โดย Metals Focus คาดการณ์การซื้อของภาคทางการที่ 700–800 ตันในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติก่อนเกิดโรคระบาด ทั้งนี้ Metals Focus ยังคงมุมมองหลักไม่เปลี่ยนแปลงหลังการปรับฐาน โดยคาดว่า ราคาทองคำ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงกลางปี และประมาณ 5,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์สำหรับทั้งปี การปรับฐานครั้งนี้ถือว่าสมควรและจำเป็น เพื่อรีเซ็ตความเชื่อมั่น ดึงผู้ซื้อกลับเข้ามา และมอบรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับตลาด
















