วิเคราะห์สาเหตุราคาทองคำร่วงหนักและมุมมองจาก Société Générale
แม้ว่าตลาดทองคำและแร่เงินจะเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักหน่วงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากต้องเผชิญกับความผันผวนจากการที่ตลาดพังทลาย แต่นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Société Générale (SocGen) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อทิศทางของตลาดโลหะมีค่า โดยมองว่าความเสี่ยงในขาขึ้น (Upside Risk) ยังคงมีมากกว่าขาลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดทั้งปีนี้ ความเห็นเชิงบวกนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ธนาคารฝรั่งเศสแห่งนี้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคา โดยระบุว่าการไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนั้นเป็นเพียงการประเมินแบบอนุรักษ์นิยมเท่านั้น
การปรับฐานครั้งใหญ่หรือเพียงแค่การ Deleveraging?
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการดิ่งลงของราคาโลหะมีค่าเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ใช่การปรับฐานตามปกติ แต่เป็นการ “Deleveraging” หรือการลดภาระการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดย ราคาทองคำ ร่วงลงถึง 10% ซึ่งนับเป็นการร่วงลงระหว่างวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ในขณะที่แร่เงินดิ่งลงกว่า 30% สาเหตุหลักมาจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลือก Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการเฟด เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนต่อไป ข่าวนี้ช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ฟื้นตัวและสร้างแรงกดดันต่อทองคำในสภาพคล่องที่ต่ำ ส่งผลให้เกิดการเทขายแบบลูกโซ่จากการที่จุด Stop loss ถูกชน, การถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Calls) และกองทุนที่เป็นระบบ (Systematic funds) ลดความเสี่ยงลงอย่างรวดเร็ว
ส่องตลาด Options: เดิมพันราคาทองคำแตะ $10,000
สำหรับทิศทางในอนาคต SocGen ระบุว่าปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังไม่เปลี่ยนแปลง และการปรับฐานนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี (Healthy correction) เมื่อพิจารณาจากตลาด Options นักวิเคราะห์พบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยแม้จะมีการซื้อ Put options ที่ราคา 4,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2026 เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พบแรงซื้อ Call options ที่ราคาใช้สิทธิสูงถึง 10,000, 15,000 และ 20,000 ดอลลาร์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่ยังคงมองเห็นโอกาสที่ ราคาทองคำ จะพุ่งขึ้นไปได้อีกไกลมาก ซึ่งเป็นความเสี่ยงขาขึ้นแบบไม่สมมาตร (Asymmetric upside) ที่น่าจับตามอง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินที่เริ่มคลี่คลายลง
















