ทิศทางและแนวโน้มราคาทองคำ: ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและนโยบายของเฟด
เอมี่ เกาเวอร์ (Amy Gower) นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์โลหะและการทำเหมืองจาก Morgan Stanley ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของราคาทองคำในปัจจุบัน โดยระบุว่าแม้ผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานโลกที่มีต่อสภาพคล่องของทองคำจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว แต่ผลกระทบของวิกฤตราคาน้ำมันที่อาจมีต่อการถือครองของกองทุน ETF และนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะกลาง
ทำไมราคาทองคำมักปรับตัวลงเมื่อเกิดวิกฤต?
เกาเวอร์อธิบายว่า เมื่อเกิดวิกฤตหรือความขัดแย้ง มักจะเห็นราคาทองคำปรับตัวลดลงในช่วงแรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด นักลงทุนจึงมักเทขายทองคำเพื่อดึงเงินสดออกมาใช้จ่ายหรือเพื่อนำไปวางเป็นหลักประกัน (Margin Call) หรือจัดสรรเงินทุนใหม่ อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคแล้ว ทองคำยังคงมีแรงซื้อกลับเมื่อแตะระดับแนวรับสำคัญ เช่น เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายังมีปัจจัยทางเทคนิคที่ช่วยพยุงราคาไว้
ความกังวลด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
สิ่งที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีตคือ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อและนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะนี้ตลาดกำลังเปลี่ยนมุมมองจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย กลายเป็นความกังวลว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งการลงทุนในทองคำมีความอ่อนไหวต่อประเด็นนี้มาก นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาด ซึ่งตรงข้ามกับปีที่แล้วที่ทองคำปรับตัวขึ้นพร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนค่า
แนวโน้มระยะยาวและการซื้อขายของธนาคารกลาง
แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่แท้จริง (Real Asset) ที่นักลงทุนต้องการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของสกุลเงิน กลุ่มผู้ซื้อหลักอย่างธนาคารกลางและกองทุน ETF มีบทบาทสำคัญมาก โดยในปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำจำนวนมหาศาลถึง 860 ตัน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว เช่น การเทขายทองคำ 60 ตันของตุรกี หรือท่าทีของโปแลนด์ที่อาจนำทุนสำรองทองคำออกมาสร้างผลตอบแทน หากเกิดการเทขายจากรายใหญ่เหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อนาคตของตลาดทองคำโลก
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ Morgan Stanley ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาว โดยคาดการณ์ว่าอาจพุ่งแตะระดับ 4,400 ดอลลาร์ในปี 2026 ปัจจัยหนุนสำคัญยังคงเป็นการซื้อสะสมของ ETF ที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามหาศาล การเข้าซื้อของนักลงทุนรายย่อย และบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีสัดส่วนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในทุนสำรองของธนาคารกลาง การเคลื่อนไหวของตลาดทองคำจึงยังคงเป็นช่องทางที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์












