ราคาทองคำเป้าหมาย 5,200 ดอลลาร์ยังไม่ง่าย หากเงินไม่ไหลกลับเข้า ETF
มอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่า ราคาทองคำอาจเผชิญความยากลำบากในการไปถึงเป้าหมายขาขึ้นที่ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หากกองทุน ETF ทองคำยังไม่มีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ แม้ธนาคารกลางหลายประเทศอาจกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่กระแสเงินใน ETF มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง และค่าเงินดอลลาร์มากกว่า
ETF ทองคำคือปัจจัยสำคัญที่ตลาดยังขาด
นักวิเคราะห์ Amy Gower และ Martijn Rats ระบุว่า ความต้องการลงทุนผ่าน ETF คือส่วนที่ยังหายไปจากภาพขาขึ้นของทองคำ โดยการส่งสัญญาณเชิงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ทำให้นักลงทุนเริ่มคาดว่าดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง สถานการณ์นี้เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ
ดอกเบี้ยสูงและยีลด์แท้จริงกดดันราคาทองคำ
ข้อมูลของมอร์แกน สแตนลีย์ชี้ว่า การคาดการณ์ดอกเบี้ยสูงยาวนานได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่แท้จริงให้สูงกว่าระดับเดือนกุมภาพันธ์อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดเงินไหลออกสุทธิจาก ETF ทองคำ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา แม้ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในอิหร่านก็ตาม
ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ถูกนโยบายการเงินบดบัง
Gower มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ เมื่อความหวังต่อการลดดอกเบี้ยของสหรัฐลดลง ทองคำจึงไม่สามารถทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยได้เต็มที่เหมือนในอดีต เพราะปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคากลายเป็นนโยบายการเงินมากกว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
แนวโน้มทองคำยังมีโอกาสขึ้น แต่ต้องจับตาเฟด
มอร์แกน สแตนลีย์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำระยะยาว โดยคาดว่าความตึงเครียดที่ผ่อนคลายลงและราคาน้ำมันที่ต่ำลงอาจช่วยลดคาดการณ์เงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยนานหรือกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ราคาที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้วอาจจำกัดแรงซื้อจาก ETF ธนาคารกลาง และผู้บริโภค













