ราคาทองคำปรับฐานแรง แต่ภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้น
แม้ราคาทองคำในปีนี้จะเผชิญแรงขายอย่างหนักจนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน แต่ Jeff Clark ผู้จัดทำ The Gold Advisor มองว่า ทองคำยังคงอยู่ในวัฏจักรตลาดกระทิงระยะยาว และการปรับฐานรอบนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดกระทิงครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1970 อย่างมาก
Clark เปิดเผยกับ Kitco News ว่า เมื่อนำกราฟตลาดกระทิงทองคำปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับช่วงปี 1976 จนถึงจุดสูงสุดในปี 1980 พบค่าสหสัมพันธ์สูงถึง 95% สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในรอบนี้แทบจะเดินตามรูปแบบเดิมแบบ “จุดต่อจุด” โดยในอดีตทองคำเคยร่วงแรงก่อนจะดีดกลับและพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล
ทองคำหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน กดดันนักลงทุนระยะสั้น
แรงกดดันล่าสุดเกิดขึ้นหลังราคาทองคำหลุดแนวรับสำคัญบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน โดยราคาสปอตทองคำล่าสุดอยู่ที่ 4,125.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงมากกว่า 3% ในวันเดียว และร่วงเกือบ 8% ภายในไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีราคาลดลงราว 4.5% หลังเคยทำสถิติสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม
อย่างไรก็ตาม Clark ระบุว่า การลดลงกว่า 21% จากจุดสูงสุดยังน้อยกว่าการปรับฐาน 30% ในวิกฤตการเงินปี 2008 และการร่วง 28% ช่วงโควิดปี 2020 เขาจึงมองว่าการอ่อนตัวของราคาทองคำครั้งนี้เป็นโอกาสสะสมมากกว่าสัญญาณจบแนวโน้มขาขึ้น
เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และหนี้รัฐบาลยังหนุนทองคำระยะยาว
ตลาดทองคำยังเผชิญปัจจัยลบจากสงครามในอิหร่านที่กระทบตลาดพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ ข้อมูล CPI ล่าสุดของสหรัฐฯ ระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 0.5% และเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 4.2% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี
Clark มองว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากเกินไป และมองข้ามผลกระทบจากดอกเบี้ยสูงต่อเศรษฐกิจที่เปราะบาง เขาเชื่อว่าหากเศรษฐกิจชะลอหนัก ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นยังจำกัดความสามารถในการคุมเข้มนโยบายการเงิน
ในมุมมองของ Clark ปัจจัยระยะยาวอย่างหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณ ระบบเงินเฟียต และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสนับสนุนทองคำ เขาย้ำว่านักลงทุนควรถือสินทรัพย์แข็งอย่างทองคำต่อไป เพราะระบบการเงินโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน















