ราคาทองคำพุ่งทำลายสถิติเดิม นักวิเคราะห์ชี้โลกการลงทุนเปลี่ยนไปแล้ว
การปรับตัวขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของ ราคาทองคำ ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่การเคลื่อนไหวที่เหนือความคาดหมายเท่านั้น แต่กำลังทำลายกรอบการวิเคราะห์ที่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ใช้มานานหลายทศวรรษ นี่คือมุมมองที่ตรงไปตรงมาของ Nitesh Shah หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์และเศรษฐกิจมหภาคที่ WisdomTree ซึ่งได้เปิดเผยกับ Kitco News ว่าโมเดลการประเมินมูลค่าแบบดั้งเดิมกำลังประสบปัญหาในการใช้งานจริง ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของสถาบันการเงิน และความสงสัยที่มีต่อความมั่นคงในระยะยาวของดอลลาร์สหรัฐฯ
โมเดลการประเมินมูลค่าแบบเก่าใช้ไม่ได้ผลในยุค 2026
“สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เกินกว่าที่โมเดลของผมจะรับมือได้” Shah กล่าว โดยอธิบายว่ากรอบการทำงานเดิมที่ใช้นั้นถูกปรับเทียบในโลกที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ (ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2020) ซึ่งเป็นยุคที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับปานกลางและธนาคารกลางมีความน่าเชื่อถือ แต่โลกใบนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “Structural Break” หรือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่มีความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในข้อมูลประวัติศาสตร์
ความไม่สอดคล้องกันนี้เห็นได้ชัดจากการเคลื่อนไหวของราคา แม้ว่า ราคาทองคำ จะย่อตัวลงจากจุดสูงสุดที่เหนือระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาอยู่ที่ประมาณ 5,287.50 ดอลลาร์ แต่ Shah มองว่าตลาดไม่ได้เกิดฟองสบู่ เขายังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะจบปีนี้เหนือระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตัวขับเคลื่อนราคาไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานใหม่ของโลก
ภูมิรัฐศาสตร์และความเชื่อมั่นต่อเฟดคือตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้คือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลา, อิหร่าน หรือการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินไปจนถึงปี 2026 นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จากแรงกดดันทางการเมือง ก็เป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยงของสกุลเงิน fiat เพิ่มสูงขึ้น
ในแง่ของการลงทุน WisdomTree แนะนำว่าการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในทองคำควรอยู่ที่ 15% ถึง 20% เพื่อปรับปรุงผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่นักลงทุนส่วนใหญ่ถือครองอยู่มาก Shah ยังทิ้งท้ายด้วยการเปรียบเทียบกับปี 2013 ว่าสถานการณ์ปัจจุบันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในปี 2013 มีปัจจัยมหภาคที่ชัดเจนจากการยุติ QE ของเฟด แต่ในปัจจุบันความเสี่ยงกระจายตัวและแก้ไขได้ยาก ทำให้โอกาสที่ราคาทองคำจะถูกเทขายอย่างหนักเหมือนในอดีตเป็นไปได้ยากขึ้น












