ราคาทองคำจ่อทะลุ 5,000 ดอลลาร์ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่อแววแผ่วลง
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกายังคงแสดงสัญญาณของความมีเสถียรภาพ แต่ทว่ากลับขาดแรงส่ง (Momentum) ที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ สถานการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุน ราคาทองคำ ให้สามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และเคลื่อนไหวในระยะที่พร้อมจะทดสอบระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในไม่ช้า
เกาะติดดัชนี PMI และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
รายงานล่าสุดจาก S&P Global เมื่อวันศุกร์ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ขั้นต้นสำหรับภาคบริการประจำเดือนมกราคม อยู่ที่ระดับ 52.5 ซึ่งทรงตัวเท่ากับตัวเลขในเดือนธันวาคม โดยตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ระดับ 52.9 ในขณะเดียวกัน ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ก็มีการปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 51.9 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า
Chris Williamson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจจาก S&P Global Market Intelligence ให้ความเห็นในรายงานว่า แม้ดัชนี PMI ขั้นต้นจะบ่งบอกถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องในช่วงต้นปี แต่ก็มีสัญญาณเพิ่มเติมว่าอัตราการขยายตัวได้ชะลอความร้อนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของ GDP ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1.5% ทั้งในเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งอัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่ซบเซาอย่างน่ากังวลทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเติบโตในไตรมาสแรกอาจน่าผิดหวัง
วิเคราะห์แนวโน้มตลาดและแนวรับราคาทองคำ
จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา ทำให้ตลาดทองคำยังคงรักษาระดับไว้ได้ โดยไม่มีแรงเทขายรุนแรงออกมา ล่าสุด ราคาทองคำ (Spot Gold) มีการซื้อขายทดสอบแนวรับบริเวณ 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4,952.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.34% ในระหว่างวัน การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่แสดงสัญญาณการเติบโตที่หวือหวา อาจเป็นแรงหนุนให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต












