BMO ชี้ราคาทองคำและโลหะเงินพุ่งแรง สะท้อนการจัดระเบียบโลกใหม่
โมเมนตัมที่พุ่งทะยานของราคาทองคำและโลหะเงินในขณะนี้ กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระเบียบโลกในตลาดการค้าเสรี ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของงบดุลภาครัฐและความยืดหยุ่นของสกุลเงิน Fiat (เงินตราที่รัฐบาลกำหนดขึ้น) ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ครอบงำความรู้สึกของนักลงทุน ตามรายงานล่าสุดจากธนาคารแคนาดา โดยนักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก BMO Capital Markets ได้นำเสนอ “การทดลองทางความคิดแบบกระทิง” (Bullish Thought Experiment) เพื่อตรวจสอบปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำในปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
ฉากทัศน์ตลาดกระทิง: ราคาทองคำอาจพุ่งทะลุ 6,000 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ระบุว่า “โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การลงทุนในทองคำและโลหะมีค่าคือการเดิมพันกับสถานะในอนาคตของโลกและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงที่จะพาเราไปสู่จุดนั้น” BMO ชี้ว่าราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล เนื่องจากนักลงทุนหันกลับมาใช้นโยบาย ‘เทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ’ (Sell America) ท่ามกลางการดิ้นรนของค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นระดับโลกที่หนุนอุปสงค์ทองคำในวงกว้าง รวมถึงการเทขายพันธบัตรญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สร้างความกังวลต่อสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม
ในกรณีศึกษาแบบตลาดกระทิงสุดขีด (Bull Case Scenario) หากธนาคารกลางต่างๆ เข้าซื้อทองคำเฉลี่ย 8 ล้านออนซ์ต่อไตรมาส และมีกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเสื่อมค่าของผลตอบแทนที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์ สิ่งนี้อาจผลักดันให้ ราคาทองคำ พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 6,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 และอาจสูงถึง 8,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2027
โลหะเงิน (Silver) กับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าทองคำ
นอกจากทองคำแล้ว BMO ยังได้ปรับเปลี่ยนสมมติฐานเกี่ยวกับโลหะเงิน (Silver) โดยมองว่าโลหะเงินอาจทำผลงานได้โดดเด่นกว่าทองคำในสถานการณ์ความเสี่ยงระดับโลกรูปแบบใหม่นี้ แม้ว่าเดิมที BMO จะคาดว่าทองคำจะนำหน้าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ปัจจุบันมองว่าอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-Silver Ratio) อาจทรงตัวอยู่ที่ระดับต่ำ 40–50 จุด ซึ่งเป็นกรอบล่างของช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หากเป็นเช่นนั้น ราคาโลหะเงินอาจพุ่งไปถึง 160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปลายปี 2026 และ 220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปี 2027 การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าโมเดลการพยากรณ์แบบเก่าที่ย้อนหลังไปเพียง 5 ปี อาจไม่เพียงพอที่จะจับทิศทางราคาในยุคที่ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
















