วิกฤตซัพพลายเหมืองทองคำและทองแดง: ราคาพุ่งแต่ผลผลิตไม่เพิ่มตาม
แม้ว่าราคาทองคำและโลหะมีค่าในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง แต่ Joe Mazumdar บรรณาธิการของ Exploration Insights ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านรายการของ Kitco Mining ว่า การพุ่งขึ้นของราคานี้ไม่ได้ช่วยแก้ไขข้อจำกัดด้านอุปทานในภาคการทำเหมืองแต่อย่างใด ในทางกลับกัน มันกลับยิ่งเปิดเผยให้เห็นถึงความเข้มข้นของเงินทุนที่ต้องใช้ (Capital Intensity) และต้นทุนหน้าเหมืองที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ
ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง: ทางตันของเหมืองทองแดงและทองคำ
Mazumdar ชี้ว่าการลดลงของเกรดแร่ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้การใช้พลังงาน น้ำ และสารเคมีพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การควบรวมกิจการ (M&A) จึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างเหมืองใหม่ หรือที่เรียกว่า Organic Growth เนื่องจากต้นทุนในการเริ่มโครงการใหม่นั้นสูงเกินไป แม้ราคาตลาดจะดูจูงใจก็ตาม
ราคาทองคำแตะระดับสูงสุด แต่การประเมินมูลค่ากลับระมัดระวัง
ในส่วนของตลาดทองคำ สถานการณ์มีความขัดแย้งที่น่าสนใจ แม้ราคา Spot จะพุ่งสูงแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตามข้อมูลในรายงาน) แต่จากการสำรวจบริษัทเหมืองแร่ในอเมริกาเหนือกว่า 28 แห่ง พบว่ามีการใช้สมมติฐานราคาประเมินสำรองแร่เฉลี่ยเพียงประมาณ 1,660 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และไม่ต้องการเสี่ยงขยายแผนงานเหมืองเพียงเพราะราคาพุ่งขึ้นชั่วคราว เนื่องจากเหมืองหลายแห่งมีข้อจำกัดด้านเทคนิค การขอใบอนุญาต หรือปัญหาทางโลหะวิทยาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยราคาที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันอุตสาหกรรมคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย Mazumdar ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความไม่สงบในเม็กซิโกช่วงต้นปี 2026 ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าบริษัทอย่างรุนแรง เขาเตือนว่ายิ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่เปราะบางก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่นักลงทุนในราคาทองคำและหุ้นเหมืองแร่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้มูลค่ากิจการลดลงได้อย่างมหาศาล














