ทิศทางราคาทองคำสู่เป้าหมาย 6,500 ดอลลาร์ จากมุมมอง BMO
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นมากมายในเดือนมกราคม ได้ส่งผลให้เกิดการประเมินทิศทางของ ราคาทองคำ ใหม่ โดยเปลี่ยนจากกรณีพื้นฐาน (Base Case) ไปสู่กรณีตลาดกระทิง (Bull Case) อย่างเต็มตัว ในขณะที่ตลาดแร่เงินเริ่มคลายตัวลงหลังจากมีการเก็งกำไรมากเกินไป ซึ่งทาง Helen Amos กรรมการผู้จัดการและนักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ BMO Equity Research แนะนำให้นักลงทุนรักษาระยะห่างจากแร่เงินในเวลานี้และหันมาโฟกัสที่ทองคำและทองแดงแทน
ปัจจัยหนุนตลาดกระทิงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ในการสัมภาษณ์ล่าสุด Amos ระบุว่ายังมีความตื่นตัวอย่างมากในตลาดโลหะมีค่า แม้จะมีความผันผวนเกิดขึ้น แต่นักลงทุนยังคงชื่นชอบโลหะและการทำเหมือง โดย BMO แนะนำให้นักลงทุน “ถือครอง” ใน ทองคำ เป็นสินทรัพย์หลัก โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือโมเมนตัมของตลาดเกิดใหม่ ธีมการลดโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) และการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (De-dollarization) นอกจากนี้ BMO ยังได้เปิดเผยแบบจำลอง Bull Case ซึ่งมองว่า ราคาทองคำ มีโอกาสพุ่งสูงถึงเกือบ 6,500 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ และอาจไต่ระดับไปถึง 8,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2027 โดยอ้างอิงจากความต้องการของธนาคารกลางและกระแสเงินทุน ETF ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้เหตุการณ์ในเดือนมกราคม เช่น ปัญหาในเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ และความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด ทำให้ความเสี่ยงของราคาทองคำเทไปทางขาขึ้นอย่างชัดเจน
ทำไมต้องระวังการลงทุนในแร่เงินช่วงนี้
ในทางตรงกันข้าม BMO แสดงความกังวลต่อแร่เงิน โดยมองว่าอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold:Silver Ratio) ในปัจจุบันไม่น่าไว้วางใจ ทาง Amos ระบุว่าแร่เงินยังคงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อุตสาหกรรม และเชื่อว่าการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลกได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว นอกจากนี้ ความตื่นตัวของนักลงทุนรายย่อยในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา เป็นเพียงการเก็งกำไรซึ่งทำให้ราคาพุ่งขึ้นและกลับลงมาสู่ความเป็นจริง ความผันผวนดังกล่าวส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแร่เงินในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นนักลงทุนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
















