บทบาทของ Tether ในตลาดทองคำโลกและการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล
ความต้องการลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในตลาดทองคำ โดยนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าอิทธิพลของสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลกำลังเติบโตเร็วกว่าตลาดดั้งเดิม รวมถึงกองทุนรวมดัชนีที่หนุนด้วยทองคำ (Gold-backed ETFs) ล่าสุดบริษัท Tether และเหรียญ Stablecoin ที่หนุนด้วยทองคำอย่าง Tether Gold (XAU₮) ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากบริษัทประกาศการถือครองทองคำอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับวงการ ราคาทองคำ โลกและการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก
Tether ผงาดขึ้นแท่นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ระดับโลก
จากการประมาณการของนักวิเคราะห์ บริษัท Stablecoin ชั้นนำแห่งนี้ถือครองทองคำระหว่าง 125 ถึง 150 ตัน ทำให้ Tether กลายเป็นผู้ซื้อทองคำกายภาพรายใหญ่ที่สุดที่ไม่ใช่รัฐบาล (Non-sovereign buyer) และปัจจุบันติดอันดับ 1 ใน 30 ผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้าประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ เกาหลีใต้ และกรีซ ตามบันทึกของ Fahad Tariq รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยตราสารทุนที่ Jefferies
ไม่เพียงแต่ Tether Gold จะเป็นโทเค็นทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บริษัทยังถือครอง ทองคำ จำนวนมากเพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองสำหรับหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของตน โดยประมาณ 7% ของการถือครองทั้งหมดอยู่ในรูปของทองคำ นอกจากนี้ Paolo Ardoino ซีอีโอของ Tether กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำเป็น 10% ถึง 15% ของพอร์ตการลงทุน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในทิศทางของตลาดโลหะมีค่าในระยะยาว
การแข่งขันระหว่างเหรียญทองคำดิจิทัลและกองทุน ETF
นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Société Générale กล่าวว่า การถือครองของ XAU₮ จะถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของ ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของปริมาณตันที่ถือครอง แม้ว่าจะไม่ใช่ ETF แต่เป็นผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลก็ตาม ธนาคารฝรั่งเศสระบุว่า จากการวิเคราะห์ กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ XAU₮ ในเดือนธันวาคมถือเป็นอันดับสองในบรรดากองทุน ETF ทั่วโลก เป็นรองเพียงแค่ SPDR Gold Shares (GLD) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น
นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่ากระแสเงินทุนของ Tether กำลังแข่งขันกับความสนใจเก็งกำไรในกลุ่มเฮดจ์ฟันด์ โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม กระแสเงินทุนของ Tether มีความโดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมตลาดที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ ETFs หลังจากที่ราคามีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ที่ผ่านมา Tether ได้ทำการเข้าซื้อเพิ่มอีก 11 เมตริกตัน หรือเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ “Buying the dip” ซึ่งกระแสเงินทุนจาก Tether นั้นมีขนาดใหญ่กว่า ETFs อย่างชัดเจนในการเคลื่อนไหวครั้งนี้
















