เฟดส่งสัญญาณคุมเข้ม กดดันราคาทองคำระยะสั้น
ตลาดทองคำเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญ หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เปลี่ยนท่าทีไปสู่การคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ Bank of America ปรับลดความคาดหวังเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะสั้น แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารเคยเป็นหนึ่งในสถาบันที่มองบวกมากที่สุด และเคยคาดว่าทองคำอาจพุ่งแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในฤดูใบไม้ผลิ
เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้
ทีมวิจัยโลหะมีค่าของ BofA นำโดย Michael Widmer ระบุว่า เป้าหมายราคาทองคำที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ดูเป็นไปได้ยากในเวลานี้ เนื่องจากการปรับฐานของตลาดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังสนับสนุนทองคำ โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณสูงของสหรัฐ การขาดแผนลดภาระการคลัง และความต้องการระดมทุนของรัฐบาล
ดอกเบี้ยขาขึ้นลดแรงหนุนทองคำ
Widmer อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐเป็นอุปสรรคหลักของทองคำ เมื่อต้นปีตลาดเคยคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย แต่สงครามในอิหร่านและวิกฤตพลังงานโลกได้เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี โดยข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ชี้ว่าตลาดให้โอกาสมากกว่า 70% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน
เงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
BofA ระบุว่า แม้จะมีข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน แรงกดดันเงินเฟ้ออาจไม่ลดลงง่าย เพราะโลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ต้นทุนห่วงโซ่อุปทานและราคาผู้ผลิตยังสูง ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการยังอยู่เหนือเป้าหมาย นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าของทรัมป์และการชะลอตัวของเงินเฟ้อภาคที่อยู่อาศัยที่อาจสิ้นสุดลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดต้องระมัดระวัง
ปัจจัยโครงสร้างยังหนุนทองคำระยะยาว
แม้ดอกเบี้ยสูงจะจำกัด upside ของราคาทองคำในระยะสั้น แต่ BofA ยังเห็นแรงหนุนจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะการขาดดุลการคลังที่ราว 6% ของ GDP และการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยต่างชาติที่ลดลง ผลสำรวจธนาคารกลางล่าสุดยังพบว่า 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าสัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองโลกจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า
นักลงทุนรายย่อยอาจเป็นแรงซื้อรอบใหม่
ทีมของ Widmer ยังมองว่าความต้องการทองคำจากนักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเพิ่มขึ้น หากตลาดกลับมาลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย การลงทุนในทองคำทั้งแบบกายภาพและตราสารกระดาษยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5.5% ของตลาดหุ้นและตราสารหนี้รวม จึงยังมีพื้นที่ให้พอร์ตลงทุนปรับจากสูตร 60:40 ไปสู่ 60:20:20 ซึ่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง












