วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองสหรัฐฯ
ในขณะที่ ราคาทองคำ และโลหะเงินได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) Daniel Ghali ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ความเสี่ยงต่อโลหะสีเหลืองนี้เริ่มมีลักษณะ “สองด้าน” (Two-sided risks) มากกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกลุ่มโลหะแพลตินัม (Platinum-group metals) อาจเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการทำกำไรที่แข็งแกร่งในเวลานี้
ความเสี่ยงสองด้านของตลาดทองคำและการเสื่อมค่าของดอลลาร์
จากการให้สัมภาษณ์กับ BNN ล่าสุด Ghali ระบุว่าการโจมตีความเป็นอิสระของเฟดโดยคณะบริหารของทรัมป์สร้างความกังวลให้กับวอลล์สตรีท แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในต่างประเทศยังไม่ได้ตื่นตระหนก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีแทบไม่ขยับ และตลาดค่าเงินยังคงนิ่ง มีเพียง ราคาทองคำ เท่านั้นที่เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสมที่สุดในการรับมือกับการสูญเสียมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ (Debasement trade)
อย่างไรก็ตาม Ghali เตือนว่าพลวัตของตลาดทองคำกำลังเปลี่ยนไป ตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อจากธนาคารกลางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มพึ่งพาการเก็งกำไรเรื่องการเสื่อมค่าของเงินมากขึ้น ซึ่งอาจใกล้ถึงจุดเปลี่ยน แม้ทาง TD Securities จะมองว่าเป้าหมายราคาทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์นั้นเป็นไปได้ แต่ความผันผวนก็สูงขึ้นมากเช่นกัน และความเสี่ยงขาลงก็มีมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ทางเลือก (Fringe asset) อีกต่อไป แต่มีการถือครองโดยสถาบันการเงินในสัดส่วนที่สูงมาก หากอารมณ์ของนักลงทุนเปลี่ยนทิศทาง ราคาอาจปรับฐานแรงกว่าในอดีต
โอกาสทองในกลุ่มโลหะแพลตินัม
Daniel Ghali สรุปว่า ปัจจุบัน TD Securities มีมุมมองที่เป็นกลาง (Neutral) ต่อ ราคาทองคำ ณ ระดับราคาปัจจุบัน เนื่องจากความเชื่อมั่นในสถาบันสหรัฐฯ แม้จะลดลงแต่ยังไม่แตกหัก แต่เขากลับมองเห็นโอกาสที่ชัดเจนกว่าในโลหะมีค่าอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กลุ่มโลหะแพลตินัม” (Platinum group metals) ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนและมีความเสี่ยงที่สมดุลกว่าสำหรับการลงทุนในช่วงเวลานี้












