ราคาทองคำยังมีโอกาสขึ้นต่อ แม้เผชิญดอลลาร์แข็งและดอกเบี้ยสูง
รายงาน Monthly Gold Monitor ฉบับล่าสุดจาก State Street Global Advisors ระบุว่า แม้ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างยังสนับสนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,750-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 6-9 เดือนข้างหน้า หรือราวเดือนมีนาคมปีหน้า
แรงกดดันระยะสั้นยังถ่วงความเชื่อมั่นนักลงทุนทองคำ
นักกลยุทธ์ของ State Street นำโดย Aakash Doshi ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน ราคาทองคำสปอตปรับตัวลง 11.7% และทดสอบแนวรับบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินร่วง 22.2% บิตคอยน์ลดลง 20.4% และสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมลดลง 9.2% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามความเสี่ยง ทองคำยังทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภท
กองทุน ETF ทองคำในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิราว 5.3 พันล้านดอลลาร์ หลังจากกระแสเงินทุนค่อนข้างสมดุลในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ขณะเดียวกันตลาดอัตราดอกเบี้ยสะท้อนความคาดหวังว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 1.5 ครั้งในปีนี้ ต่างจากช่วงต้นปีที่ตลาดเคยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงเพิ่มขึ้นและหนุนเงินดอลลาร์
ปัจจัยโครงสร้างหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
แม้แรงกดดันระยะสั้นยังมีอยู่ แต่ State Street มองว่าวัฏจักรขาขึ้นของทองคำยังไม่สิ้นสุด โดยปัจจัยสำคัญคือหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 353 ล้านล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2026 โดยสัดส่วนหนี้ภาครัฐกำลังเข้าใกล้หนึ่งในสามของทั้งหมด ซึ่งอาจกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการคลัง
ดีมานด์เอเชียและธนาคารกลางยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ความต้องการทองคำจริงยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากนักลงทุนรายย่อยจีนและธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ การนำเข้าทองคำของจีนเพิ่มขึ้นหลังความขัดแย้งอิหร่าน ขณะที่พรีเมียมในประเทศสูงขึ้น สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัว นอกจากนี้ สัดส่วนทองคำในกองทุนและ ETF ทั่วโลกยังต่ำกว่า 1% ซึ่งต่ำกว่าระดับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 3-10% ที่ State Street แนะนำสำหรับพอร์ตส่วนใหญ่
State Street ประเมินกรณีฐาน 70% ว่าราคาทองคำอาจขึ้นสู่ 4,750-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนกรณีระมัดระวัง 25% ราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,000-4,750 ดอลลาร์ โดยมีแนวรับแข็งแกร่งที่ 3,750-4,000 ดอลลาร์ ขณะที่โอกาสพุ่งถึง 5,500-6,250 ดอลลาร์ยังมีเพียง 5%















