สถานการณ์ราคาทองคำและความผันผวนล่าสุดหลังชนแนวต้านสำคัญ
ความผันผวนในตลาดโลหะมีค่ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยราคาทองคำมีการซื้อขายใกล้ระดับจิตวิทยาสำคัญและพยายามหาจุดสมดุลหลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา แม้ว่าราคาทองคำและโลหะเงินจะมีการดีดตัวกลับแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อวันอังคาร แต่โมเมนตัมขาขึ้นดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับราคาให้ยืนเหนือ $5,000 ต่อออนซ์ได้ ล่าสุดราคาทองคำ Spot ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $4,921.80 ต่อออนซ์ ลดลง 0.5% ในระหว่างวัน แม้ราคาจะฟื้นตัวขึ้นมากว่า 20% จากจุดต่ำสุดของวันจันทร์ แต่ภาพรวมราคาทองคำยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดของสัปดาห์ก่อนถึง 12% สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
มุมมองนักวิเคราะห์: ระวังกับดักขาขึ้นและปัจจัยกดดันจากดอลลาร์
Fawad Razaqzada นักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com ออกโรงเตือนนักลงทุนว่า แม้ราคาจะมีการฟื้นตัว แต่แนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้นยังห่างไกลจากคำว่าขาขึ้น (Bullish) เขามองว่าการดีดตัวในช่วงสองวันที่ผ่านมาเป็นเพียงการสวนเทรนด์ (Counter-trend rally) เท่านั้น และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเขาระบุว่า “การที่ราคาทองคำร่วงลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุดต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และสิ่งที่เราเห็นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัวของเทรนด์อย่างแท้จริงในโลหะมีค่า” นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐและเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่ได้ชะลอตัวลงเร็วอย่างที่คาดการณ์ อาจเป็นลมต้านสำคัญที่กดดันราคาทองคำต่อไปหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย
เจาะลึกกราฟเทคนิคและจุดยุทธศาสตร์แนวรับแนวต้าน
ในมุมมองทางเทคนิค Razaqzada ชี้ว่าระดับ $5,000 ต่อออนซ์ คือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นตัวเลขจิตวิทยา แต่เป็นจุดที่ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ปัจจุบันกราฟทองคำกำลังก่อตัวในรูปแบบ “Rising Wedge” ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณของการไปต่อในทิศทางขาลงมากกว่าขาขึ้น แนวต้านสำคัญอยู่ที่ $5,000 และ $5,100 ซึ่งเป็นโซนที่นักลงทุนฝั่งขายอาจรอจังหวะอยู่ ในทางกลับกัน แนวรับแรกที่ต้องจับตาคือ $4,900 ตามด้วย $4,800 และมีความเสี่ยงที่ราคาอาจร่วงลงไปทดสอบถึงระดับ $4,500 ต่อออนซ์ ทางด้าน Rania Gule นักวิเคราะห์อาวุโสจาก XS.com เสริมว่าตลาดยังอยู่ในช่วง “ทดสอบฐาน” (Bottom-testing) และแนะนำให้นักลงทุนเน้นการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ล่าผลกำไร เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ ที่จะดันให้เกิดการพุ่งขึ้นครั้งประวัติศาสตร์รอบใหม่ในขณะนี้












