วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ หนุนราคาทองคำพุ่ง
การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 11 ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในตะวันออกกลาง แต่กำลังสั่นคลอนตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างหนัก สวนทางกับความคาดหวังเบื้องต้นที่ว่าอัตราผลตอบแทนน่าจะลดลง ทว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กลับพุ่งทะลุ 4.2% Luke Groman ผู้ก่อตั้ง Forest for the Trees ชี้ว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้กำลังเผยให้เห็นจุดอ่อนของระบบการเงินโลก
แรงเทขายพันธบัตรและการพึ่งพาดอลลาร์
ภัยคุกคามที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่กำลังทหาร แต่เป็นเรื่องของหนี้และการพึ่งพาดอลลาร์ ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สูงถึง 27 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและดอลลาร์แข็งค่า ประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจึงถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์ดอลลาร์ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินไปซื้อน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็น วงจรนี้ยิ่งดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นไปอีก ท่ามกลางสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 122% ในปัจจุบัน
ภูมิรัฐศาสตร์โลกและทิศทางพลังงาน
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้ตลาดจะมองว่าเส้นทางนี้ถูกปิดกั้น แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าจีนยังคงได้รับน้ำมันอยู่ โดยจีนเป็นผู้รับซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านกว่า 90% การที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งที่มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ทำให้เกิดคำถามถึงขั้วอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
ราคาทองคำทะยาน สู่สินทรัพย์ปลอดภัยขั้นสูงสุด
ในสภาวะที่ระบบการเงินเต็มไปด้วยความผันผวน วิกฤตพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อ นักลงทุนต่างหันมาพึ่งพาสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงมากกว่ากระดาษของรัฐบาล การลงทุนทองคำ จึงกลายเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดในเวลานี้ Groman เน้นย้ำว่าความเชื่อมั่นกำลังอยู่ในภาวะตลาดหมีที่แย่ลงเรื่อยๆ ขณะที่ ทองคำแท่ง เปรียบเสมือนพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทน 0% แต่มีมูลค่าในตัวเองอย่างไม่จำกัด และถือเป็นสินทรัพย์ชำระหนี้ขั้นสุดท้าย เขายังแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรพอร์ตโดยมี การลงทุนทองคำ ประมาณ 15% ถึง 25% ควบคู่ไปกับเงินสด หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ เขายังคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงยืดเยื้อ ราคาทองคำ อาจพุ่งทะลุระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในช่วงกลางปีนี้
















