ทิศทางราคาทองคำ: ร่วงลงอย่างหนักท่ามกลางปัจจัยกดดัน
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำเริ่มต้นด้วยแนวโน้มที่ดูเหมือนจะสดใส แต่กลับเผชิญกับแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำถูกกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ให้การสนับสนุนตลาดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในสัปดาห์นี้
ราคาทองคำสปอตเปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ระดับ 4,687.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 4,768 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ความหวังในตลาดโลหะมีค่าก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายนที่พุ่งขึ้น 0.6% และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่กระโดดขึ้น 1.4% ทำให้ตลาดลดความคาดหวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลงอย่างมาก
สถานการณ์เลวร้ายลงในวันศุกร์เมื่อราคาทองคำร่วงทะลุระดับ 4,600 ดอลลาร์ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 4.54% ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปยาวนานขึ้น ราคาทองคำทำสถิติต่ำสุดของสัปดาห์ที่ 4,511 ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดสุดสัปดาห์บริเวณ 4,542.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ร่วงลง 3.24% ในรอบสัปดาห์
มุมมองนักวิเคราะห์และทิศทางตลาดในอนาคต
จากการสำรวจ Kitco News Weekly Gold Survey ล่าสุดพบว่า นักวิเคราะห์จาก Wall Street ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงลบ (Bearish) ต่อราคาทองคำ โดย 77% คาดการณ์ว่าราคาจะลดลงในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อย (Main Street) ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดย 59% เชื่อว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น
Marc Chandler กรรมการผู้จัดการของ Bannockburn Global Forex ระบุว่า การพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและดอลลาร์คือปัจจัยหลักที่กดดันตลาด โดยเตือนว่าหากราคาทองคำหลุดระดับ 4,500 ดอลลาร์ อาจเห็นการร่วงลงไปทดสอบที่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ ด้าน Adrian Day ชี้ว่าในระยะสั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและนโยบายคุมเข้มของธนาคารกลางจะกดดันราคา แต่ในระยะยาว แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ
นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับความผิดหวังจากการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่ไม่มีความคืบหน้าเชิงบวกออกมา รวมถึงการจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Nvidia และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางของราคาทองคำต่อไป












