ราคาทองคำร่วงแรงแตะระดับแนวรับ นักวิเคราะห์มองเป็นโอกาสซื้อสะสม
ตลาดทองคำและโลหะเงินเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงกว่า 10% และโลหะเงินร่วงลงกว่า 30% ก่อนปิดตลาดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันมองว่าความผันผวนนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นสูงเกินไป (Overextended) ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 5,602 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 29.5% ภายในเดือนเดียว
มุมมองนักวิเคราะห์ต่อทิศทางตลาดทองคำ
Neil Welsh หัวหน้าฝ่ายโลหะมีค่าจาก Britannia Global Markets ระบุว่า การย่อตัวของราคาทองคำเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากแรงซื้อที่มากเกินไปและสถานะ Leverage ในตลาดที่มีสูงเกินไปในช่วงก่อนหน้า ด้าน Ole Hansen จาก Saxo Bank เสริมว่าสภาพคล่องในตลาดที่เบาบางทำให้ส่วนต่างราคาซื้อขายกว้างขึ้น ส่งผลให้ราคาผันผวนรุนแรงเหมือนพฤติกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม Matthew Piggott จาก Metals Focus มองว่าการเทขายครั้งนี้คือการปรับฐานที่ดี (Healthy Correction) เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดจากภาวะ ‘Irrational Exuberance’ และปูทางสู่แนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืนต่อไป
แนวรับสำคัญและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตาในปี 2026
แม้ราคาจะร่วงลง แต่นักวิเคราะห์ยังคงเชื่อมั่นในเทรนด์ขาขึ้นระยะยาวจนถึงปี 2026 โดย Ipek Ozkardeskaya จาก Swissquote มองแนวรับสำคัญที่บริเวณ 4,600 ดอลลาร์ และเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐาน เช่น หนี้กลุ่ม G7 ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, ความต้องการถือครองดอลลาร์สหรัฐที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จะยังคงหนุนราคาทองคำให้ไปถึงเป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปี
นอกจากนี้ ประเด็นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่ ก็เป็นสิ่งที่ตลาดจับตามอง แม้ Warsh จะมีแนวคิดสายเหยี่ยว (Hawk) แต่อาจต้องโอนอ่อนตามความต้องการลดดอกเบี้ยของทรัมป์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาทองคำในระยะยาว นักลงทุนควรติดตามตัวเลขการจ้างงาน Nonfarm Payrolls ในสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและดอกเบี้ยต่อไป
















