ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดันราคาทองคำพุ่ง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว
David Garofalo ซีอีโอและประธานกรรมการของ Gold Royalty (NYSE American: GROY) ได้ออกมาวิเคราะห์เจาะลึกถึงสถานการณ์ของตลาดทองคำในปัจจุบันผ่าน Kitco Mining โดยระบุว่าความแข็งแกร่งของ ราคาทองคำ ที่เราเห็นอยู่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในระบบการเงินโลก มากกว่าที่จะเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าว โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดคือระดับหนี้สินทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น การเสื่อมค่าของสกุลเงิน (Currency Debasement) และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังคงติดลบ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนของเงินทุนในระยะยาว
ทองคำ: สินทรัพย์เดียวที่รัฐบาลไม่สามารถลดมูลค่าได้
Garofalo เน้นย้ำว่าการปรับตัวขึ้นของทองคำในระยะยาวเป็นภาพสะท้อนของการลดลงของอำนาจซื้อในสกุลเงิน fiat นับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกถอยห่างจากมาตรฐานทองคำ “ทองคำเป็นเครื่องมือทางการเงินเพียงชนิดเดียวที่ไม่สามารถถูกลดทอนมูลค่าได้” เขากล่าว โดยชี้ว่าบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินมีความชัดเจนยิ่งขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สาเหตุหลักคือหนี้โลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งรัฐบาลต่างๆ ไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการหนี้นอกจากการทำให้ค่าเงินเสื่อมค่าลงและลดมูลค่าหนี้ในทางอ้อม ส่งผลให้ทองคำได้รับประโยชน์เต็มที่ในสภาวะที่อำนาจซื้อลดลง นอกจากนี้ การถือครองทองคำในปัจจุบันแทบไม่มีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้วเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อยังคงติดลบ
ทิศทางการเติบโตของ Gold Royalty และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
นอกเหนือจากภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค Garofalo ยังได้กล่าวถึงทิศทางของบริษัท Gold Royalty ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการควบรวมกิจการและขนาดของธุรกิจ (Scale) นับตั้งแต่การเสนอขายหุ้น IPO ในเดือนมีนาคม 2021 บริษัทได้ขยายพอร์ตโฟลิโอจาก 18 รายการ เป็นมากกว่า 250 รายการ และปัจจุบันบริษัทได้ก้าวผ่านช่วงก่อร่างสร้างตัวเข้าสู่ช่วงการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยบริษัทมีสถานะปลอดหนี้และคาดการณ์ว่ายอดการผลิตที่เกี่ยวข้องกับทองคำ (Gold Equivalent Ounce) จะเติบโตขึ้นถึง 360% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นท่ามกลางสภาวะที่ ราคาทองคำ เป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง












