ความขัดแย้งในตลาดทองคำ: รัฐบาลสหรัฐฯ กดราคาแต่รายใหญ่เตรียมรับมือขาขึ้น
John Feneck ผู้ก่อตั้ง Feneck Consulting ได้ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติครั้งใหญ่ในตลาดโลหะมีค่า ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างวาทกรรมของรัฐบาลสหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินระดับโลก ในขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ พยายามออกมาพูดเพื่อกดราคาสินทรัพย์ลง แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่กลับกำลังวางแผนรับมือกับราคาทองคำที่คาดว่าจะพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนที่กำลังนำทางในตลาดโลหะมีค่าต้องเผชิญกับข้อมูลที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ธนาคารยักษ์ใหญ่ฟันธง ราคาทองคำจ่อทะลุ 6,000 ดอลลาร์
ในขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มองว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำเป็นเพียงภาวะฟองสบู่จากการเก็งกำไร แต่ Feneck ชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า “Smart Money” หรือเงินลงทุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่กำลังเดิมพันสวนทางกับคำพูดของภาครัฐ โดยสถาบันอย่าง JP Morgan และ Bank of America ได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำระยะสั้นไปที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ Goldman Sachs มองเป้าหมายที่ 5,400 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรงมากกว่าจะเป็นเพียงการเก็งกำไรชั่วคราว
สงครามสินค้าโภคภัณฑ์และกลยุทธ์การลงทุน
นอกเหนือจากทองคำและเงินแล้ว ตลาดกำลังเข้าสู่ “สงครามสินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity War) อย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการใช้อุปทานเป็นอาวุธ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแร่ทังสเตน ซึ่งราคาพุ่งขึ้นกว่า 100% ในเวลาเพียง 90 วัน หลังจากที่จีนประกาศจำกัดการส่งออกเพื่อความมั่นคงของชาติ สำหรับนักลงทุน Feneck แนะนำกลยุทธ์ “Buy the Flush” หรือการเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวแรง โดยเฉพาะในแร่เงิน (Silver) และเน้นการลงทุนในหุ้นเหมืองแร่ขนาดเล็ก (Junior Miners) ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในสภาวะตลาดกระทิงเช่นนี้
















