วิเคราะห์ราคาทองคำ: ตลาดทองคำทรงตัวรักษาระดับแนวรับสำคัญ แม้ภาคการผลิตสหรัฐฯ หดตัว
ตลาดทองคำ (Gold Market) ยังคงสามารถรักษาระดับแนวรับสำคัญเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายล่าสุด อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังไม่พบแรงส่งเชิงบวก (Bullish Momentum) ที่มีนัยสำคัญมากนัก แม้ว่าจะมีรายงานล่าสุดจากธนาคารกลางรัฐนิวยอร์ก (New York Federal Reserve) ที่ระบุชี้ชัดว่าภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกายังคงเผชิญกับความยากลำบากและมีแนวโน้มอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนผู้เทรดทองคำจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางตลาด
ข้อมูลดัชนีภาคการผลิต Empire State Manufacturing Survey ร่วงลงเกินคาด
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางระดับภูมิภาคได้รายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยระบุว่าดัชนีภาคการผลิต Empire State (Empire State Manufacturing Survey) ประจำเดือนมีนาคมร่วงลงสู่แดนหดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ระดับ -0.2 เมื่อเทียบกับระดับ 7.1 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลการผลิตดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าความคาดหมายของนักวิเคราะห์ เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ระดับ 4.0 การปรับตัวลดลงของตัวเลขทางเศรษฐกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในภาคอุตสาหกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังทิศทางของราคาทองคำในอนาคต
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และทิศทางการเทรดทองคำ
ริชาร์ด ดีตซ์ (Richard Deitz) ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งเฟดนิวยอร์ก (New York Fed) ได้เปิดเผยรายละเอียดในรายงานว่า “กิจกรรมด้านการผลิตในพื้นที่รัฐนิวยอร์กยังคงทรงตัวในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้ากลับยาวนานขึ้น และความพร้อมในการจัดหาอุปทานก็แย่ลงเล็กน้อย ถึงกระนั้น บรรดาบริษัทต่างๆ ก็ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว”
สำหรับผลกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนและการเก็งกำไร ตลาดทองคำไม่ค่อยมีการตอบสนองต่อข้อมูลทางเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังนี้มากเท่าที่ควร โดยโลหะมีค่าอย่างทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เริ่มต้นสัปดาห์การซื้อขายใหม่ในแดนทรงตัว (Neutral Territory) ล่าสุดราคาทองคำสปอต (Spot Gold) มีการซื้อขายอยู่ที่ 5,019 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในวันดังกล่าว นักลงทุนที่ทำการเทรดทองคำยังคงต้องจับตาดูทิศทางของข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ของสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่อไป เพื่อหาจังหวะการเข้าซื้อขายในบริเวณแนวรับและแนวต้านที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด














