J.P. Morgan ชี้ทิศทางราคาทองคำยังสดใส แม้มีกระแสความกังวลในตลาด
ในบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก J.P. Morgan Private Bank นำโดย Kriti Gupta และ Justin Biemann ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของ ราคาทองคำ โดยระบุว่าแม้จะมีเหตุผลบางประการที่อาจทำให้มองว่าการปรับตัวขึ้นของทองคำควรจะยุติลง แต่เหตุผลเหล่านั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และเชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำได้พุ่งทะยานขึ้นกว่า 170% ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเข้าสู่ยุคใหม่ของความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Volatility) ที่กระตุ้นให้นักลงทุนต้องถือครองโลหะมีค่าชนิดนี้เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการด้อยค่าของสกุลเงิน, ภาวะเงินเฟ้อ และวินัยทางการคลัง ก็เป็นตัวเร่งให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมในช่วงเวลาที่ตลาดเกิดความตึงเครียด
แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่แผ่ว
หนึ่งในความเสี่ยงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะหยุดการซื้อทองคำ หรือแย่กว่านั้นคือเริ่มเทขายออกมา อย่างไรก็ตาม J.P. Morgan มองว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก โดยสถิติชี้ว่าธนาคารกลางเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้หลายประเทศต้องกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ถือครองทองคำเฉลี่ยเพียง 19% ของทุนสำรอง เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ถือครองถึง 47% โดยเฉพาะจีน ซึ่งแม้จะเป็นผู้ถือครองรายใหญ่แต่สัดส่วนทองคำในทุนสำรองยังมีเพียง 8.6% เท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีช่องว่างให้เข้าซื้อได้อีกมหาศาล เพื่อปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนระดับชาติ
นักลงทุนรายย่อยและแนวโน้มในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นคือความกังวลว่านักลงทุนรายย่อยอาจเทขายทำกำไร หรือย้ายเงินลงทุนหากความเสี่ยงลดลง แม้ว่ากิจกรรมการซื้อขายของรายย่อยจะอยู่ในระดับสูง แต่ J.P. Morgan ชี้ว่าการถือครองผ่านกองทุน ETF ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2020 และยังไม่ถึงขั้นที่จะชี้นำราคาในระยะยาวได้เพียงลำพัง นอกจากนี้ ทองคำยังทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยงในระยะยาว (Long-term Diversifier) ที่ดีเยี่ยม ช่วยป้องกันเงินเฟ้อและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ทาง J.P. Morgan Global Research จึงยังคงมุมมองเชิงบวก โดยคาดการณ์ว่าความต้องการจากทั้งธนาคารกลาง ภาคประกันภัยของจีน และกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซี จะยังคงผลักดันราคาให้สูงขึ้นต่อไปในปี 2026
















