วิธีการเทรดด้วยหลักการของ Correlation ช่วยในการกรอง trade setup เป็นอีกวิธีที่เทรดเดอร์นิยมใช้กัน เช่นอย่างในการเทรดคู่เงินที่มีค่าเงินดอลลาร์หรือ USD เช่น EURUSD, AUDUSD, USDJPY, GBPUSD, USCAD, USDCHF ก็จะมีการเอาไป Correlation กับการเคลื่อนไหวของ Dollar Index เพื่อดูประกอบความแข็งหรืออ่อน หรือ price setup ที่มองว่ามีความสัมพันธ์กับ Dollar Index เป็นการใช้สินค้าตัวอื่นยืนยันการเคลื่อนไหว สินค้าทองก็เช่นกัน มีอีกสินค้าที่เทรดเดอร์นิยมกันในการ Correlation คือ USDJPY ซึ่งการเคลื่อนไหวก็จะเป็นไปทางตรงกันข้ามกัน เช่นอาจจะใช้ประกอบตอนที่เกิดการเปลี่ยนเทรนหรือ divergence ขึ้นว่าชาร์ตทองจะเปลี่ยนจริงหรือเปล่า หรือจะเทรดต่อด้วยการดูการเคลื่อนไหวหลักๆ ของ ชาร์ต USDJPY ประกอบ
ชาร์ตทองกับชาร์ต USDJPY ภาพรวม

เนื่องจากทองเทรดกับค่าเงิน USD แต่ USDJPY ค่าเงิน USD เป็นค่าเงินหลักเทรดกับ JPY เลยทำให้ชาร์ตทองและชาร์ต USDJPY วิ่งสวนทางกัน ดูจากสิ่งที่ชาร์ตบอก เป็นการเปิดชาร์ตทอง D1 เทียบกับ USDJPY เป็นการ Correlation ที่เป็นไปทางสวนกัน โดยเฉพาะดูจุดที่สวิงต่างๆ จะเห็นชัดเจนมาก นั่นหมายความว่าเราพอจะใช้ข้อมูลจากจุดสวิงที่เกิดขึ้นใน USDJPY ช่วยเป็นตัวกรองด้าน Divergence ที่จะเกิดขึ้นในชาร์ตทองได้ เช่นวิธีการอาจเป็นการกำหนดการเทรดแบบ Divergence ด้วยการอ่าน price structure และใช้อินดิเคเตอร์ เช่น Stochastic Oscillator, CCI หรือเทรนไลน์ประกอบกันได้ เพื่อหาจุดที่อาจเกิด Divergence ด้วยการใช้ Correlation จาก USDJPY เข้าไปเสริมอีก
ใช้ Correlation จาก USDJPY ช่วยเทรดทอง

ดูที่ชาร์ตทองก่อน ที่เลข 1 จะเห็นว่าราคาทองได้เบรค Supply ด้านล่างขึ้นมา และมาเบรค Supply ด้านบนอีกทีที่เป็น Supply อยู่พื้นที่เดียวกัน 2 ชั้น แต่พอมองที่อินดิเคเตอร์ Stochastic Oscillator ท่านจะเห็นว่าแม้ว่า price structure ของชาร์ตทองคือราคาเบรคทำ New High ได้ แต่ตัวอินดิเคเตอร์เองกลับไม่ทำ New High แต่เป็น Lower High พัฒนาการที่เกิดขึ้นระหว่าง price structure ด้วยหลักการทำของการทำ swing highs/lows สำหรับกำหนดเทรน และ Stochastic ที่เป็นตัวยืนยันเทรนกลับสวนกัน ลักษณะแบบนี้เรียกว่า Divergence ที่จะนำไปสู่การเกิดการเปลี่ยนเทรนขึ้นได้ วิธีดูการยืนยันนอกจากใช้ price action ที่เกิดขึ้น เช่นเรื่องของ Engulfing Bar หรือ Pin Bar ที่เกิดขึ้นเป็นตัวยืนยัน เรายังสามารถใช้หลักการ Correlation เข้าไปเพิ่มตัวกรองเข้าไปอีกได้ ทำให้ระดับความเป็นไปได้สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
มองมาที่ชาร์ต USDJPY เนื่องจากเรื่องของ Correlation คู่เงินนี้ก็จะวิ่งสวนทางกับทองเป็นหลัก ให้ใช้หลักการเดียวกันกับที่มองชาร์ตทอง คือเรื่องของการเปลี่ยนเทรนด้วยการหา Divergence ว่าเป็นอย่างไร เป็นลักษณะที่เกิดตรงข้ามกับชาร์ตทองหรือเปล่า ท่านจะเห็นชัดเจนว่า Stochastic Oscillator สวนทางกับ price structure ที่เกิดขึ้น เพราะที่ชาร์ตราคาทำ Lower Low ได้ด้วยการเบรค Low ก่อนลงมา แต่ตัว Stochastic กลับมาทำ Higher Low ขึ้นมา บอกถึง Divergence ที่เกิดขึ้นอาจทำให้ราคาเกิดการเปลี่ยนเทรนได้ และที่สำคัญในที่นี้คือเกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกัน และรูปแบบเดียวกัน แต่คนละทาง ทั้งระหว่างทอง XAUUSD และ USDJPY แล้วสิ่งที่ตามมาก็เป็นการเปลี่ยนเทรนเกิดขึ้น
ตัวอย่างที่ 2 ที่เส้นแนวตั้งเลข 2 ก็เป็นไปลักษณะเดียวกัน แค่ที่ชาร์ตทอง XAUUSD ไม่เห็น Divergence ที่เกิดจากจุด swing ชัดเจนแบบตัวอย่างแรก แต่เห็นการมองหลาย swing ถ้าท่านมองที่ตอนเริ่มต้นของอินดิเคเตอร์ที่ตีเส้นก็แบบเดียวกัน แต่ราคายังไม่ได้ดันขึ้นเลยตีให้เห็นความต่อเนื่องของ Higher Low ที่เกิดขึ้นเพื่อยืนยัน ขณะที่ชาร์ต USDJPY ก็เช่นเดียวกัน เห็นการพัฒนาการ Low Highs ต่อเนื่องกันชัดเจน หลักสำคัญของ Correlation คือเป็น price structure ที่เกิดขึ้นลักษณะเดียวกัน คือภาพที่เราต้องการเห็นเมื่อใช้ Correlation เพื่อช่วยกรองการเทรด ส่วนการเปิดเทรดจะเป็นการใช้ price action ประกอบสำหรับ trade setup เช่นเมื่อท่านใช้ความ Correlation กำหนดเทรนแล้ว ท่านก็ใช้ price structure ประกอบ เช่นราคาเบรคแนวรับ-แนวต้านที่ใกล้สุดด้วย Momentum แล้วใช้ price action อีกทีเพื่อการเข้าเทรด
กำหนด Trade Setup และการเปิดเทรดทองจาก Correlation

การกำหนด Trade Setup ต่างกันออกไปแล้วแต่เมื่อเข้าใจหลักการ Correlation ว่าเทรดเทรน หรือเทรดระยะสั้น หรือเทรดระยะยาว เช่นอย่างภาพด้านบนเมื่อ Divergence ยืนยันกัน และราคาทองหลังจากถึง Supply 2 ลงมาด้วยแท่งเทียน Bearish ยาวๆ บางเทรดเดอร์อาจเริ่มเปิด Sell ตั้งแต่ได้ข้อมูลนี้เลย เพราะไม่กี่บาร์ต่อมาทาง USDJPY ก็เกิด Pin Bar ยืนยัน แต่ราคาทองไม่ได้ลงแรงอย่างที่คาดการณ์ แต่เรื่องของ Correlation ยังไม่เปลี่ยน ดูที่ชาร์ตทองที่เลข 1 อาจเป็นพื้นที่กำหนด Trade Setup ที่ 1 ได้ แต่ปัญหาคือ ตรงพื้นที่ Support 2 ยังไม่เปิดเผยข้อมูลว่าเป็นอย่างไร เพราะราคายังลงมาไม่ถึง แต่พอมากำหนด Trade Setup ที่เลข 2 หลังจากที่ราคาเบรคลงมาได้นิดหน่อย แต่ที่เห็นคือราคาสามารถสร้าง consolidation เล็กๆ เหนือกว่าได้ ราคาไม่สามารถดันขึ้นไปได้ ตรงนี้เรียกว่า “Build-up” ถ้าเกิดที่ไหนก็จะบอกว่า trading pressure เกิดขึ้นทางไหนได้ ถ้าเกิดที่พื้นที่แนวรับ-แนวต้าน บอกถึงแนวรรับ-แนวต้านนั้นเริ่มอ่อนอย่างชัดเจน ไม่งั้นเกิดขึ้นไม่ได้ และที่สำคัญข้อดีอีกอย่างของข้อมูลที่ได้จาก Build-up แบบนี้ ช่วยให้เราเห็นพื้นที่กำหนด stop loss ได้ไม่กว้างถ้าจะเปิดเทรด Breakout ที่อาจจะเกิดขึ้น และมองกลับมาที่ชาร์ต USDJPY สำหรับ Correlation ว่าได้ข้อมูลอะไร ท่านจะเห็นว่า USDJPY ราคาได้ย่อตัวลงไปหา Support ที่เกิดขึ้นให้ราคาเริ่มดันกลับ ข้อมูลเชิง Correlation เป็นไปทางดียวกัน แค่ชาร์ตวิ่งคนละทางเท่านั้นเอง เลยทำให้พื้นที่เทรดเลข 2 เป็นจุดเข้าเทรดที่ดีกว่า และยังกำหนด stop loss ได้ใกล้อีกด้วย












