กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน นโยบายทรัมป์เสี่ยงฉุดโลกดิ่งลงเหว สู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด Mother of All Recessions

  • 0 replies
  • 59 views
*

admin

  • 85,880

นักเศรษฐศาสตร์เตือน! นโยบาย 'ทรัมป์' อาจจุดชนวน 'Mother of All Recessions' วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกต้องจับตา

ในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ สายตาของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่นโยบายเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน ล่าสุดได้มีคำเตือนที่น่าตกใจจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำออกมาว่า หากทรัมป์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง แผนการทางเศรษฐกิจของเขาอาจนำพาโลกไปสู่ "ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด" หรือที่เรียกว่า "Mother of All Recessions"

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดว่าทำไมแผนของทรัมป์ถึงสร้างความกังวลใจให้กับตลาดการเงินโลกได้ขนาดนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนั้นรุนแรงเพียงใด



1. การกลับมาของความเสี่ยง Stagflation (ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจฝืดเคือง)

ความกังวลหลักที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นคือ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดทางเศรษฐกิจ คือการที่ข้าวของราคาแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) แต่เศรษฐกิจกลับไม่เติบโต หรือเติบโตช้ามาก

นูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของฉายา Dr. Doom ผู้ที่เคยทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาเตือนว่า นโยบายของทรัมป์มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดการชะงักงันด้านอุปทาน (Supply Shocks) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตลดลง นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินปี 2008 เสียอีก

2. นโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) ดาบสองคมที่ทิ่มแทงเศรษฐกิจ

หนึ่งในนโยบายหลักของทรัมป์คือการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า โดยเขามีแนวคิดที่จะเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดจากทุกประเทศ และอาจสูงถึง 60% หรือมากกว่าสำหรับสินค้าจากประเทศจีน

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันเข้ากองเพลิงเงินเฟ้อ เพราะ:
  • ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ: ราคาสินค้านำเข้าจะแพงขึ้นทันที และผู้ผลิตในประเทศก็จะฉวยโอกาสขึ้นราคาตาม
  • ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย: การกีดกันทางการค้าจะทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น
  • สงครามการค้า: ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีคืน ส่งผลให้การค้าโลกหดตัวอย่างรุนแรง

3. การเนรเทศแรงงานต่างด้าวและการขาดแคลนแรงงาน

อีกหนึ่งนโยบายที่ทรัมป์หาเสียงอย่างหนักคือการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล แม้จะดูเป็นนโยบายเพื่อความมั่นคง แต่ในทางเศรษฐกิจ นี่คือหายนะของตลาดแรงงาน

สหรัฐฯ พึ่งพาแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และงานบริการ หากแรงงานเหล่านี้หายไปอย่างฉับพลัน จะเกิดภาวะ "Wage Inflation" หรือการที่ค่าจ้างแรงงานพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการแย่งตัวแรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการแพงขึ้นไปอีก เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่จบสิ้น

4. ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยและธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

หากนโยบายของทรัมป์ทำให้เงินเฟ้อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว

การที่ดอกเบี้ยสูงในขณะที่เศรษฐกิจแย่ จะยิ่งเร่งให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ นำไปสู่ความเสี่ยงของวิกฤตสถาบันการเงินตามมา

5. ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

คำว่า "Mother of All Recessions" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางการเงินโลก หากสหรัฐฯ ล้ม จะเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ไปยังทั่วโลก:
  • ค่าเงินดอลลาร์ผันผวน: นโยบายของทรัมป์อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเพื่อสนับสนุนการส่งออก แต่จะทำลายเสถียรภาพทางการเงินโลก
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว: ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง



✅ บทสรุป: เตรียมรับมือความผันผวน

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการคาดการณ์และคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ แต่นักลงทุนและผู้ประกอบการไม่ควรละเลยสัญญาณเหล่านี้ การติดตามนโยบายหาเสียงของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Asset Allocation) ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกำลังก่อตัวขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) ย่อมดีกว่าการประมาท เพราะหาก "Mother of All Recessions" เกิดขึ้นจริง ผลกระทบของมันจะกินเวลายาวนานและรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
"เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปเอาชนะตลาด"

 

XM Global Limited