นักเศรษฐศาสตร์เตือน! นโยบาย 'ทรัมป์' อาจจุดชนวน 'Mother of All Recessions' วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกต้องจับตาในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ สายตาของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่นโยบายเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน ล่าสุดได้มีคำเตือนที่น่าตกใจจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำออกมาว่า หากทรัมป์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง แผนการทางเศรษฐกิจของเขาอาจนำพาโลกไปสู่
"ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด" หรือที่เรียกว่า
"Mother of All Recessions"บทความนี้จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดว่าทำไมแผนของทรัมป์ถึงสร้างความกังวลใจให้กับตลาดการเงินโลกได้ขนาดนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนั้นรุนแรงเพียงใด
1. การกลับมาของความเสี่ยง Stagflation (ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจฝืดเคือง)ความกังวลหลักที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นคือ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะ
Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดทางเศรษฐกิจ คือการที่ข้าวของราคาแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) แต่เศรษฐกิจกลับไม่เติบโต หรือเติบโตช้ามาก
นูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของฉายา
Dr. Doom ผู้ที่เคยทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาเตือนว่า นโยบายของทรัมป์มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดการชะงักงันด้านอุปทาน (Supply Shocks) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตลดลง นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินปี 2008 เสียอีก
2. นโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) ดาบสองคมที่ทิ่มแทงเศรษฐกิจหนึ่งในนโยบายหลักของทรัมป์คือการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า โดยเขามีแนวคิดที่จะเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดจากทุกประเทศ และอาจสูงถึง 60% หรือมากกว่าสำหรับสินค้าจากประเทศจีน
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันเข้ากองเพลิงเงินเฟ้อ เพราะ:
- ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ: ราคาสินค้านำเข้าจะแพงขึ้นทันที และผู้ผลิตในประเทศก็จะฉวยโอกาสขึ้นราคาตาม
- ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย: การกีดกันทางการค้าจะทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น
- สงครามการค้า: ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีคืน ส่งผลให้การค้าโลกหดตัวอย่างรุนแรง
3. การเนรเทศแรงงานต่างด้าวและการขาดแคลนแรงงานอีกหนึ่งนโยบายที่ทรัมป์หาเสียงอย่างหนักคือการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล แม้จะดูเป็นนโยบายเพื่อความมั่นคง แต่ในทางเศรษฐกิจ นี่คือหายนะของตลาดแรงงาน
สหรัฐฯ พึ่งพาแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และงานบริการ หากแรงงานเหล่านี้หายไปอย่างฉับพลัน จะเกิดภาวะ "Wage Inflation" หรือการที่ค่าจ้างแรงงานพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการแย่งตัวแรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการแพงขึ้นไปอีก เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่จบสิ้น
4. ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยและธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)หากนโยบายของทรัมป์ทำให้เงินเฟ้อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว
การที่ดอกเบี้ยสูงในขณะที่เศรษฐกิจแย่ จะยิ่งเร่งให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ นำไปสู่ความเสี่ยงของวิกฤตสถาบันการเงินตามมา
5. ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั่วโลกคำว่า
"Mother of All Recessions" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางการเงินโลก หากสหรัฐฯ ล้ม จะเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ไปยังทั่วโลก:
- ค่าเงินดอลลาร์ผันผวน: นโยบายของทรัมป์อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเพื่อสนับสนุนการส่งออก แต่จะทำลายเสถียรภาพทางการเงินโลก
- ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว: ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง
✅ บทสรุป: เตรียมรับมือความผันผวนแม้ว่านี่จะเป็นเพียงการคาดการณ์และคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ แต่นักลงทุนและผู้ประกอบการไม่ควรละเลยสัญญาณเหล่านี้ การติดตามนโยบายหาเสียงของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Asset Allocation) ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกำลังก่อตัวขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) ย่อมดีกว่าการประมาท เพราะหาก "Mother of All Recessions" เกิดขึ้นจริง ผลกระทบของมันจะกินเวลายาวนานและรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด