กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน นโยบายทรัมป์เสี่ยงจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด

  • 0 replies
  • 44 views
*

admin

  • 85,880

⚠️ เตือนภัยเศรษฐกิจโลก! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ "นโยบายทรัมป์" อาจก่อให้เกิด "Mother of All Recessions" หรือวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามองการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้น ล่าสุดเริ่มมีเสียงเตือนที่น่ากังวลจากวงการเศรษฐศาสตร์ระดับโลก เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หากเขาได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แผนการต่างๆ ของเขาอาจเป็นชนวนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่รุนแรงกว่าที่เคยเจอ

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงมองว่านโยบายเหล่านี้คือ "ระเบิดเวลา" และส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงไทยอย่างไร



1. นโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) : ดาบสองคมที่ทิ่มแทงเศรษฐกิจ

หนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์หาเสียงคือการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแบบปูพรม (Universal Tariffs) โดยมีแผนจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าทุกชนิดในอัตรา 10-20% และสำหรับสินค้าจากจีนอาจพุ่งสูงถึง 60%

ทำไมถึงน่ากลัว?
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่คือการ "ผลักภาระให้ผู้บริโภค" โดยตรง เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นทันที สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำงานยากขึ้นในการควบคุมราคาสินค้า

2. การเนรเทศแรงงานต่างด้าวกับภาวะ "Supply Shock"

อีกหนึ่งนโยบายที่แข็งกร้าวคือการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือการลดจำนวนแรงงานในระบบอย่างกะทันหัน (Labor Supply Shock)

เมื่อแรงงานหายไป สิ่งที่ตามมาคือ:
  • ค่าจ้างแรงงานพุ่งสูงขึ้น: เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแย่งกันจ้างคน
  • ต้นทุนการผลิตเพิ่ม: ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกทอดหนึ่ง
  • การผลิตชะลอตัว: ขาดแคลนคนทำงานในภาคบริการและอุตสาหกรรม

ปัจจัยนี้เมื่อรวมกับกำแพงภาษี จะกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่รุนแรงมาก หรือที่เรียกว่า Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

3. ความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของ Fed

ความกังวลอีกประการคือท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากฝ่ายการเมืองพยายามแทรกแซงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เศรษฐกิจดูดีในระยะสั้น อาจทำให้ความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สั่นคลอน และทำให้เงินเฟ้อหลุดการควบคุมในระยะยาว การสูญเสียความน่าเชื่อถือของ Fed อาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดบอนด์ (Bond Market) และตลาดหุ้นอย่างรุนแรง

4. "Mother of All Recessions" คืออะไร?

คำเตือนเรื่อง "แม่ทุกวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย" มาจากการประเมินว่า หากเกิด Stagflation ขึ้นจริง ในขณะที่หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อจะทำให้ภาระหนี้ท่วมท้นจนเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) เป็นวงกว้าง

ต่างจากวิกฤตปี 2008 ที่เกิดจากภาคอสังหาฯ หรือวิกฤตโควิดที่เกิดจากโรคระบาด ครั้งนี้อาจเป็นวิกฤตที่เกิดจาก "Supply Shock" (ภาษีและแรงงาน) ผสมกับ "Debt Crisis" (วิกฤตหนี้) ซึ่งแก้ยากกว่ามาก เพราะเครื่องมือทางการเงินแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผล



บทสรุปสำหรับนักลงทุน

คำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง:
  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจพุ่งกลับมา: ส่งผลให้ดอกเบี้ยต้องยืนอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คิด (Higher for Longer)
  • ความผันผวนในตลาดหุ้น: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าอาจได้รับผลกระทบหนัก
  • ราคาทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย: อาจเป็นหลุมหลบภัยที่น่าสนใจในยามที่ค่าเงินและเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

การติดตามนโยบายหาเสียงและการเลือกตั้งสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะเมื่อพญาอินทรีขยับปีก ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปเอาชนะตลาด"

 

XM Global Limited