⚠️ เตือนภัยเศรษฐกิจโลก! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ "นโยบายทรัมป์" อาจก่อให้เกิด "Mother of All Recessions" หรือวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามองการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้น ล่าสุดเริ่มมีเสียงเตือนที่น่ากังวลจากวงการเศรษฐศาสตร์ระดับโลก เมื่อมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของ
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หากเขาได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แผนการต่างๆ ของเขาอาจเป็นชนวนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่รุนแรงกว่าที่เคยเจอ
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงมองว่านโยบายเหล่านี้คือ "ระเบิดเวลา" และส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงไทยอย่างไร
1. นโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) : ดาบสองคมที่ทิ่มแทงเศรษฐกิจหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์หาเสียงคือการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแบบปูพรม (Universal Tariffs) โดยมีแผนจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าทุกชนิดในอัตรา 10-20% และสำหรับสินค้าจากจีนอาจพุ่งสูงถึง 60%
ทำไมถึงน่ากลัว?นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่คือการ
"ผลักภาระให้ผู้บริโภค" โดยตรง เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นทันที สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำงานยากขึ้นในการควบคุมราคาสินค้า
2. การเนรเทศแรงงานต่างด้าวกับภาวะ "Supply Shock"อีกหนึ่งนโยบายที่แข็งกร้าวคือการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือการลดจำนวนแรงงานในระบบอย่างกะทันหัน (Labor Supply Shock)
เมื่อแรงงานหายไป สิ่งที่ตามมาคือ:
- ค่าจ้างแรงงานพุ่งสูงขึ้น: เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแย่งกันจ้างคน
- ต้นทุนการผลิตเพิ่ม: ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นอีกทอดหนึ่ง
- การผลิตชะลอตัว: ขาดแคลนคนทำงานในภาคบริการและอุตสาหกรรม
ปัจจัยนี้เมื่อรวมกับกำแพงภาษี จะกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่รุนแรงมาก หรือที่เรียกว่า
Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก
3. ความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของ Fedความกังวลอีกประการคือท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากฝ่ายการเมืองพยายามแทรกแซงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เศรษฐกิจดูดีในระยะสั้น อาจทำให้ความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์สั่นคลอน และทำให้เงินเฟ้อหลุดการควบคุมในระยะยาว การสูญเสียความน่าเชื่อถือของ Fed อาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดบอนด์ (Bond Market) และตลาดหุ้นอย่างรุนแรง
4. "Mother of All Recessions" คืออะไร?คำเตือนเรื่อง
"แม่ทุกวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย" มาจากการประเมินว่า หากเกิด Stagflation ขึ้นจริง ในขณะที่หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อจะทำให้ภาระหนี้ท่วมท้นจนเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) เป็นวงกว้าง
ต่างจากวิกฤตปี 2008 ที่เกิดจากภาคอสังหาฯ หรือวิกฤตโควิดที่เกิดจากโรคระบาด ครั้งนี้อาจเป็นวิกฤตที่เกิดจาก
"Supply Shock" (ภาษีและแรงงาน) ผสมกับ
"Debt Crisis" (วิกฤตหนี้) ซึ่งแก้ยากกว่ามาก เพราะเครื่องมือทางการเงินแบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผล
บทสรุปสำหรับนักลงทุนคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง:
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจพุ่งกลับมา: ส่งผลให้ดอกเบี้ยต้องยืนอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คิด (Higher for Longer)
- ความผันผวนในตลาดหุ้น: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าอาจได้รับผลกระทบหนัก
- ราคาทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย: อาจเป็นหลุมหลบภัยที่น่าสนใจในยามที่ค่าเงินและเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน
การติดตามนโยบายหาเสียงและการเลือกตั้งสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะเมื่อพญาอินทรีขยับปีก ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้