(Aug 17) ไอเอ็มเอฟแนะตุรกีลดขาดดุล'กาตาร์'ทุ่ม1.5หมื่นล.ดอลล์อุ้ม : ไอเอ็มเอฟแนะตุรกีดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเน้นสร้างเสถียรภาพ- ลดขาดดุลการค้า ช่วงสัมพันธ์ทวิภาคีกับสหรัฐคลอนแคลน ด้าน"กาตาร์"แสดงความจริงใจในฐานะชาติพันธมิตร ให้สัญญาลงทุนโดยตรง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะอาลีบาบาซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสัญชาติตุรกี
เจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ เสนอแนะ ตุรกีให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะส่งเสริมเสถียรภาพและลดยอดขาดดุลการค้าในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวนขณะที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐทวีความตึงเครียด
พร้อมทั้งระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่า ตุรกี กำลังพิจารณาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ถึงอย่างนั้น รัฐบาลตุรกีต้องแสดงให้เห็นว่า ยึดมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะส่งเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและ ลดยอดขาดดุลการค้า ขณะเดียวกันต้องให้ธนาคารกลางมีอิสระอย่างเต็มที่ในการใช้ อำนาจหน้าที่เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา
ย้ำไม่เลิกเก็บภาษีแม้ปล่อยตัวบาทหลวง
โฆษกทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐจะไม่ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากตุรกีเพิ่มแม้ตุรกีจะปล่อยตัวบาทหลวงบรุนสัน เป็นอิสระ เพราะการเรียกเก็บภาษี เป็น เรื่องของความมั่นคงของชาติ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความชัดเจนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม โดยเฉพาะในกรณีของเหล็กที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องได้รับการปกป้อง
โฆษกทำเนียบขาว ยังระบุว่า การเรียกเก็บภาษีของสหรัฐ เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ แต่การเรียกเก็บภาษีของตุรกี กลับเป็นเรื่องของการเอาคืน ทั้งนี้ ไม่ได้มีการเปิดเผยว่า สหรัฐจะดำเนินการตอบโต้แถลงการณ์จากตุรกีเช่นไรต่อไป
กาตาร์สัญญาลงทุน1.5หมื่นล้านดอลล์
สำนักข่าวเอพี รายงานโดยอ้างคำพูดของคณะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลตุรกีว่า กาตาร์ ให้คำมั่นว่าจะลงทุนโดยตรงในตุรกีเป็นมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยให้ตุรกีฝ่าวิกฤติค่าเงินและเศรษฐกิจของประเทศไปให้ได้ โดยชีค ทามิน บิน ฮามัด อัล ทานี ของการ์ตา ซึ่งเข้าพบประธานาธิบดีตุรกี เมื่อวันพุธ (15 ส.ค.) ยืนยันว่าจะลงทุนในตุรกีตามมูลค่าดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยถึง รายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง ของกาตาร์ ระบุแต่เพียงว่า การลงทุนด้วยเงินมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความสัมพันธ์ครอบคลุม ทุกด้านของทั้งสองประเทศ
อาลีบาบาซื้อหุ้นยักษ์อี-คอมเมิร์ซตุรกี
แหล่งข่าวระบุว่า อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของจีน ประกาศซื้อหุ้นส่วนหนึ่งในบริษัทเทรนด์ยอล ซึ่งเป็นบริษัทอี-คอมเมิร์ซของตุรกีแต่ไม่มีการเปิดเผยวงเงินของอาลีบาบาในการซื้อหุ้นดังกล่าว ซึ่งการลงทุนในเทรนด์ยอล ถือเป็นกลยุทธ์ของอาลีบาบา ในการขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก และจะเป็นการช่วยสร้างโอกาสในการปฏิรูประบบอี-คอมเมิร์ซ, การชำระเงินในระบบดิจิทัล และเครือข่ายค้าปลีกในตุรกี
การเคลื่อนไหวของอาลีบาบา มีขึ้นในช่วงที่ตุรกี กำลังมีข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐ และมีขึ้นหลังจากรัฐบาลตุรกี ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งรวมถึงรถยนต์โดยสาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เพิ่มอัตราภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีขึ้นอีกสองเท่า โดยอัตราภาษีเหล็กนำเข้าจากตุรกีจะอยู่ที่ 50% และอะลูมิเนียมอยู่ที่ 20%
อินโดฯจ่อลดนำเข้าสินค้า500รายการ
นายสุอาฮาซิล นาซารา หัวหน้าฝ่ายนโยบายการเงินกระทรวงการคลังอินโดนีเซียเผยว่า ทางการอินโดนีเซียกำลังหารือถึงมาตรการลดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วกระทรวงจะออกระเบียบว่าด้วยเรื่องนี้
"เรากำลังส่งสัญญาณว่า จะต้องระบุสินค้านำเข้าที่ทดแทนได้ด้วยสินค้าท้องถิ่นเพื่อเก็บภาษีหรืออากรเพิ่มเติม"
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียระบุว่า ช่วงครี่งปีแรกอินโดนีเซียนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 8,180 ล้าน ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.64% เมื่อเทียบกับตัวเลข 6,730 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่แม้นำเข้าเพิ่มขึ้นสินค้ากลุ่มนี้ยังคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อย หรือ 9.19% ของสินค้านำเข้า อินโดนีเซียทั้งหมด เทียบกับสัดส่วนการนำเข้า วัตถุดิบและสินค้าทุนที่ 74.67% และ 16.14%
ห่วงอินโดฯกระทบอาเซียน
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการ ฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคาร กรุงไทย กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินลีรามี โอกาสน้อยที่จะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ เหมือนวิกฤติการเงินปี 2540 เนื่องจากเศรษฐกิจ ตุรกีไม่ได้เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ มากนัก และหากลุกลามก็จะกระทบประเทศยูโรโซน
อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าปัญหาค่าเงินของตุรกีในขณะนี้ น่าจะเป็นประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์แล้ว ยังมีปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลการค้า
หากอินโดนีเซียนำมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า 7.5% ในกลุ่มสินค้าผู้บริโภค (Consumer Goods) 500 รายการ มาใช้จริง จะส่งผลกระทบต่อการค้าในอาเซียนที่เป็นเขตการค้าเสรีอาเซียนอย่างแน่นอน รวมทั้งเงินลงทุนโดยตรง(FDI) จากประเทศอื่นๆ ที่สนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียน และอาจจะกลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้
Source: กรุงเทพธุรกิจ