HSBC คาดทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้น แม้เผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตร
HSBC ระบุว่า ราคาทองคำอาจยังเคลื่อนไหวในกรอบระยะสั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ยังคงจำกัดการปรับขึ้นของโลหะมีค่า อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมองว่าทองคำมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนในระยะกลางถึงปลายปี 2026 จากความต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน การซื้อของธนาคารกลาง และเงินไหลเข้า ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง
ยีลด์สหรัฐฯ คือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ
วิลเลม เซลส์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนระดับโลกของ HSBC และลูเซีย คู หัวหน้าฝ่าย Wealth Insights ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาทองคำในปัจจุบัน เพราะเมื่อยีลด์ปรับขึ้น ต้นทุนเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำก็สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาถูกกดดัน นอกจากนี้ ทองคำในปี 2026 ยังทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นได้น้อยลง เพราะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นมากขึ้น
แรงซื้อจากจีนและ ETF ทองคำยังหนุนมุมมองเชิงบวก
เจมส์ สตีล หัวหน้านักวิเคราะห์โลหะมีค่าของ HSBC กล่าวว่า ความต้องการทองคำจากจีนยังแข็งแกร่ง โดยส่วนต่างราคาทองคำในตลาดเซี่ยงไฮ้กับตลาดโลกอยู่ราว 20 ดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะจากสถาบัน หลังจีนเปิดทางให้บริษัทประกันรายใหญ่สะสมทองคำแท่งได้ ขณะที่อินเดียก็อนุญาตให้ผู้จัดการสินทรัพย์สะสมทองคำมากขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังซื้อทองคำเพิ่ม 8.1 ตันในข้อมูลล่าสุด
ทองคำยังถูกมองเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงและทางเลือกลงทุนระยะยาว
แม้ราคาทองคำเคยปรับลงหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ HSBC มองว่าการขายทองคำเป็นการนำ “กรมธรรม์ประกันความเสี่ยง” มาใช้ในช่วงตลาดการเงินผันผวน จุดเด่นของทองคำคือเป็นสินทรัพย์จริงที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย และมีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้นเทคโนโลยีหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ
HSBC ยังย้ำมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์หลายประเภทสูงขึ้น นักลงทุนจึงต้องการทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะเดียวกัน กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทองคำระยะยาว แม้ความผันผวนระยะสั้นยังอาจเกิดขึ้นได้















