ราคาทองคำยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์อย่างเปราะบาง หลังยอดค้าปลีกสหรัฐยังแข็งแกร่ง
ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังราคาทองคำพยายามรักษาระดับสำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นตามคาด
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากเดือนพฤษภาคมถูกปรับเพิ่มเป็น 1.0% โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกขยายตัว 6.7% สะท้อนว่าผู้บริโภคสหรัฐยังมีกำลังซื้อ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดภายในรายงานยังมีสัญญาณผสม โดยยอดค้าปลีกพื้นฐานซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ ลดลง 0.2% ในเดือนมิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนก่อนหน้า ตัวเลขนี้อ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดว่าจะทรงตัว แสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายในสินค้าหลักบางกลุ่มเริ่มชะลอลง
ข้อมูลเศรษฐกิจกดดันตลาดทองคำ
ราคาทองคำสปอตตอบสนองเชิงลบต่อข้อมูลยอดค้าปลีก โดยล่าสุดซื้อขายที่ 4,001.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.43% ในวันเดียวกัน สำหรับตลาดทองคำ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรงอาจทำให้เฟดมีเหตุผลมากขึ้นในการเดินหน้าควบคุมเงินเฟ้อ และอาจเปิดทางสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในช่วงปลายปี ซึ่งโดยทั่วไปเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยมีความน่าสนใจลดลง
นักเศรษฐศาสตร์มองบวกต่อ GDP ไตรมาสสอง
บิล อดัมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ Fifth Third Commercial Bank ระบุว่า ตัวเลขยอดค้าปลีกครั้งนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการประเมิน GDP ที่แท้จริงในไตรมาสสอง ไม่เพียงแต่ยอดขายนอกกลุ่มสถานีบริการน้ำมันจะยังแข็งแกร่ง แต่การปรับทบทวนตัวเลขเดือนเมษายนและพฤษภาคมก็เป็นบวกด้วย โดยยอดขายเดือนพฤษภาคมถูกปรับสูงขึ้น 0.4% จากรายงานเดิม
นักวิเคราะห์มองว่า แม้รายงานยอดค้าปลีกจะไม่ได้แข็งแกร่งทุกหมวด แต่ภาพรวมยังบ่งชี้ว่าผู้บริโภคสหรัฐยังประคองตัวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อสูง ดังนั้น นักลงทุนทองคำควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัญญาณเงินเฟ้อ การจ้างงาน และถ้อยแถลงของเฟด ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น














