ราคาทองคำและโลหะมีค่าเผชิญแรงขายทำกำไร แม้สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียด
ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ กลับไม่ได้สร้างแรงซื้อในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างยั่งยืนให้กับตลาดทองคำและแร่เงินอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ Michele Schneider หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดจาก MarketGauge ระบุว่า ราคาทองคำ ยังขาดโมเมนตัมที่จะทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ในขณะที่ราคาเงินถูกจำกัดไว้ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่แรงเทขายยังคงกดดันให้ราคาทองคำลงไปทดสอบแนวรับที่ 5,000 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน (Consolidation) เพื่อรวบรวมพลังอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าหากความขัดแย้งขยายวงกว้างและยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามใหญ่ เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันและโลหะมีค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแทนทองคำในระยะสั้น
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันราคาทองคำและเงินในขณะนี้ คือความน่าสนใจในตลาดพันธบัตรที่กลับมาอีกครั้ง เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 4% ทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินการจัดสรรเงินทุนใหม่ Schneider ชี้ว่าตลาดพันธบัตรกำลังก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือก (Alternative Safe Haven) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับระบบสินเชื่อและเสถียรภาพทางการเงินโลก แม้จะมีความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็พร้อมที่จะเข้ามาแทรกแซงในฐานะผู้ซื้อแหล่งสุดท้ายเพื่อรักษาเสถียรภาพ ซึ่งอาจทำให้นักเก็งกำไรหันไปหาพันธบัตรมากกว่าทองคำในช่วงสั้นๆ นี้
จับตาสัญญาณเทคนิคจาก Gold-Silver Ratio และมุมมองระยะยาว
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจับจังหวะตลาด Schneider แนะนำให้ดูอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold-Silver Ratio) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ปัจจุบันอัตราส่วนนี้อยู่ที่ระดับ 61 หากตัวเลขลดต่ำกว่า 55 จะเป็นสัญญาณที่ดีในการเข้าซื้อแร่เงิน แต่หากตัวเลขพุ่งเหนือ 65 อาจเป็นสัญญาณเตือนให้มองหาโอกาสในสินทรัพย์อื่น แม้จะต้องใช้ความอดทนในช่วงพักตัวนี้ แต่ภาพรวมระยะยาวยังคงสดใส เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับพอร์ตการลงทุนที่มีทองคำและเงินเป็นส่วนประกอบ








