ราคาทองคำและโลหะเงินปรับตัวขึ้นแรง รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ตลาดทองคำและโลหะเงินเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่โลหะเงินทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศนโยบายภาษีนำเข้าที่เข้มข้นขึ้น และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ประกอบกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาน่าผิดหวัง ล่าสุดราคาทองคำฟิวเจอร์สส่งมอบเดือนเมษายนพุ่งขึ้นถึง 139.30 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 5,220.00 ดอลลาร์ ส่วนโลหะเงินส่งมอบเดือนมีนาคมบวกเพิ่ม 4.48 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 86.81 ดอลลาร์
นโยบายภาษีของทรัมป์และข้อมูลเศรษฐกิจกดดันดอลลาร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% โดยมีผลทันที การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ระบุว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินของเขาในการตั้งกำแพงภาษีนั้นผิดกฎหมาย สถานการณ์นี้สร้างความกังวลในวงกว้าง ทั้งสหภาพยุโรปที่เตรียมระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้า และจีนที่มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายงานยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐฯ ประจำเดือนธันวาคมลดลง 0.7% ซึ่งแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ข้อมูลนี้สนับสนุนแนวคิดของกลุ่มที่ต้องการให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและเป็นแรงหนุนทางอ้อมให้กับราคาทองคำ
ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มทางเทคนิค
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจานิวเคลียร์ท่ามกลางการสะสมกำลังทหารในตะวันออกกลาง ความกังวลเรื่องสงครามที่อาจกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น สำหรับแนวโน้มทางเทคนิคของทองคำ ฝั่งขาขึ้นมีเป้าหมายระยะสั้นที่จะดันราคาให้ปิดเหนือแนวต้านสำคัญที่ 5,400.00 ดอลลาร์ หากทำได้จะเป็นสัญญาณบวกต่อเนื่อง ในขณะที่แนวรับแรกอยู่ที่ 5,120.40 ดอลลาร์ การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนี้สะท้อนถึงความผันผวนสูง นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด














