แนวโน้มราคาทองคำ: แรงหนุนจากสงครามและเงินเฟ้อปะทะสัญญาณทางเทคนิค
สถานการณ์การระเบิดของสงครามกับอิหร่าน ความไม่แน่นอนระลอกใหม่เกี่ยวกับนโยบายภาษีของทรัมป์ และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดการณ์ ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนราคาทองคำและแร่เงินในทางทฤษฎี อย่างไรก็ตาม Rhona O’Connell หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาด EMEA และเอเชียจาก StoneX เตือนว่าโลหะมีค่าทั้งสองชนิดกำลังแสดงสัญญาณ “Overbought” หรือภาวะที่มีการซื้อมากเกินไป และถึงเวลาที่ราคาอาจต้องหยุดพักเพื่อปรับฐานในระยะสั้น
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจโลก
Rhona O’Connell ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นอิทธิพลหลักที่ครอบงำตลาดโลหะมีค่า โดยเฉพาะการโจมตีอิหร่านและการตอบโต้ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ช่วยหนุนราคาทองคำและแร่เงิน รวมถึงราคาน้ำมัน เนื่องจากนักลงทุนหันหาทรัพย์สินปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความวุ่นวายทางกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ และตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เป็นบวกต่อราคาทองคำ
การวิเคราะห์ทางเทคนิคและสถานะคงคลัง (COMEX)
ในด้านข้อมูลตลาด O’Connell ชี้ให้เห็นว่าสต็อกสินค้าคงคลังทองคำในตลาด COMEX ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลง 91 ตัน หรือ 8% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 ถึง 11% สำหรับมุมมองทางเทคนิค ทองคำกำลังอยู่ที่จุดสูงสุดของแนวโน้มขาขึ้น โดยดัชนี RSI กำลังเข้าใกล้ระดับ 70 ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะซื้อมากเกินไป ในขณะที่แร่เงินพักตัวอยู่ที่ระดับ Fibonacci retracement ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าตลาดอาจตึงตัวและจำเป็นต้องคลายความร้อนแรงลง (Breather) แต่ความเสี่ยงขาลงยังคงจำกัดตราบใดที่สถานการณ์ตึงเครียดยังไม่คลี่คลาย ล่าสุดราคาทองคำ Spot ปรับตัวลง 4.38% มาอยู่ที่ระดับ 5,088.83 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงขายทำกำไรท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐฯ








