วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำ: ความผันผวนระยะสั้นสู่ความแข็งแกร่งในระยะกลางและยาว
ผู้เชี่ยวชาญจาก HSBC ระบุว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อไม่นานมานี้จะทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูงในระยะสั้น แต่แนวโน้มการลงทุนทองคำในระยะกลางถึงระยะยาวยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ยอดขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น
ผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลางต่อตลาดทองคำ
Rodolphe Bohn นักยุทธศาสตร์ด้าน FX และสินค้าโภคภัณฑ์ของ HSBC ชี้ให้เห็นว่า ราคาทองคำเริ่มต้นปี 2026 ด้วยความผันผวน โดยราคาได้ร่วงลงจาก 5,415 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 4,400 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม เมื่อความขัดแย้งกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ในช่วงที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ตลาดโปรดปราน ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นและตลาดหุ้นปรับตัวลง
ในสถานการณ์นี้ ทองคำไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากนักลงทุนเทขายทองคำแท่งเพื่อถือเงินสด ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐดูดซับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยไปเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าราคาทองคำสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อตลาดเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ
นโยบายการเงินและความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation
Bohn กล่าวว่านโยบายการเงินยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางในอนาคตของการเทรดทองคำ แม้ว่า HSBC จะไม่ได้คาดหวังแรงหนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ภาวะเงินเฟ้อที่ฝังรากลึกและภัยคุกคามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก แม้ว่าผลตอบแทนที่แท้จริงในระดับสูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนทองคำ แต่ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation จะยังคงช่วยหนุนความต้องการทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้คาดการณ์ว่านโยบายของเฟดจะคงที่ตลอดปี 2026 และ 2027 ก็ตาม
การขาดดุลงบประมาณและแรงซื้อจากธนาคารกลาง
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านการคลังและความต้องการจากธนาคารกลางจะช่วยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว การขาดดุลและระดับหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ กระตุ้นให้เกิดความต้องการในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Hard Assets) โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงิน ข้อมูลจาก IMF ประเมินว่าหนี้ของสหรัฐฯ จะใกล้ระดับ 100% ของ GDP ในปี 2025 ซึ่งยากที่จะย้อนกลับในระยะกลาง
แม้ว่าความต้องการจากธนาคารกลางจะลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงปี 2022-2024 และบางแห่งมีการขายทองคำเพื่อรักษาสภาพคล่องจากบิลค่าพลังงานที่สูงขึ้น แต่คาดว่าความต้องการของธนาคารกลางจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายปีจากนโยบายการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว นอกจากนี้ ในด้านอุปทาน การผลิตเหมืองแร่และการรีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นอาจจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาหากความต้องการการลงทุนอ่อนแอ แต่ทิศทางระยะสั้นยังคงขึ้นอยู่กับการลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยสรุป HSBC ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว
















