ราคาทองคำร่วงแรง ท่ามกลางวิกฤตสงครามและเศรษฐกิจโลก
ความผันผวนของตลาดทองคำในระยะสั้น
ตลาดทองคำยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดต้องเผชิญกับการปรับตัวลดลงถึง 4% ภายในวันเดียวเป็นครั้งที่สอง นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเข้าสู่ภาวะสงครามกับอิหร่าน เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ผลักดันให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 4,610.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการเทขายอย่างหนัก หลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ระดับ 5,600 ดอลลาร์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
หนี้สาธารณะสหรัฐฯ และปัจจัยหนุนราคาทองคำระยะยาว
แม้ว่าราคาทองคำอาจมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่ผู้จัดการกองทุนชั้นนำชี้ให้เห็นว่า การปรับฐานและความผันผวนในระยะสั้นนี้คือโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถสร้างผลกำไรที่แท้จริงได้ Tavi Costa ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Azuria Capital ให้สัมภาษณ์กับ Kitco News ว่า การย่อตัวของราคาทองคำในปัจจุบันเป็นเพียงเสียงรบกวนในตลาดกระทิงของโลหะมีค่าที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนแนวโน้มระยะยาวของทองคำไม่ใช่แค่ความรู้สึกของตลาดในระยะสั้น แต่เป็นปัญหาหนี้สินทั่วโลกที่อยู่ในระดับที่ไม่สามารถยั่งยืนได้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้
เมื่อหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทะลุระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในไม่ช้าเนื่องจากต้นทุนสงคราม รัฐบาลจะต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สิ่งนี้จะบีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อลดภาระหนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญสำหรับทองคำ ในงาน PDAC 2026 Convention เขาได้เน้นย้ำว่าทองคำและสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Hard Assets) ยังคงถูกประเมินมูลค่าต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับโอกาสที่มีอยู่ ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เริ่มหันมาถือครองทองคำแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตอุปทานและหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ทองคำ
นอกจากตัวทองคำแล้ว Costa ยังมองเห็นโอกาสในหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรใหญ่ แม้ราคาทองคำและเงินจะพุ่งสูงขึ้น แต่บริษัทผู้ผลิตหลายแห่งยังมีมูลค่าการซื้อขายที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ประกอบกับปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ๆ ตลอดสองปีที่ผ่านมา การขาดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จะส่งผลให้อุปทานตึงตัวในระยะยาว และผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจนในอนาคต










