วิเคราะห์สาเหตุราคาทองคำร่วงหนัก: การรีเซ็ตตลาดหรือสัญญาณอันตราย?
จากเหตุการณ์ที่ ราคาทองคำ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 โดยราคาร่วงลงจากจุดสูงสุดระหว่างวันที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาต่ำกว่าระดับ 5,000 ดอลลาร์ในเซสชั่นถัดมา Christopher Gannatti หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของ WisdomTree ได้ออกมาวิเคราะห์ว่า การเทขายครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการ “รีเซ็ต” ตำแหน่งการลงทุน (Positioning) และความผันผวนของตลาด มากกว่าที่จะเป็นการปฏิเสธปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของการลงทุนในทองคำ
Gannatti ระบุว่าแม้การดิ่งลงของราคาจะดูรุนแรง แต่ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ในอดีตที่มีการปรับราคาใหม่อันเนื่องมาจากสภาพคล่อง โดยในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาได้พุ่งสูงขึ้นสะท้อนถึงความกังวลในเศรษฐกิจมหภาค แต่เมื่อโมเมนตัมตึงตัวเกินไป ตลาดจึงเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน แทนที่จะใช้เวลาเป็นเดือนหรือปีเหมือนในอดีต
บทเรียนจากอดีต: เทียบเหตุการณ์ราคาทองปี 2013 และ 2020
รายงานยังได้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในวันที่ 15 เมษายน 2013 ที่ ราคาทองคำ ร่วงลงถึง 9% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการรีเซ็ตหลังจากราคาพุ่งขึ้นด้วยกระแสข่าว และอีกเหตุการณ์ในเดือนมีนาคม 2020 ช่วงวิกฤตโควิดที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อถือเงินสด (Dash for cash) เพื่อรักษาสภาพคล่อง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในภาวะตึงเครียดของระบบการเงิน ทองคำอาจถูกขายออกมาเพื่อเสริมสภาพคล่องชั่วคราว ไม่ใช่เพราะมูลค่าที่แท้จริงลดลงแต่อย่างใด การปรับตัวลงเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 จึงเข้าข่ายรูปแบบนี้ โดยตลาดมีการปรับเปลี่ยนความคาดหวังต่อนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอย่างฉับพลัน
มุมมองการลงทุนทองคำระยะยาวและกองทุน ETF
สำหรับนักลงทุนที่กังวลต่อความผันผวน Gannatti แนะนำให้ดูภาพรวมระยะยาว โดยยกตัวอย่างกองทุน SPDR Gold Shares (GLD) และ VanEck Gold Miners ETF (GDX) แม้จะมีการเทขายอย่างหนักในวันดังกล่าว แต่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปียังคงเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการร่วงลงแรงที่สุดของทองคำมักไม่ใช่จุดจบของการลงทุน แต่เป็นช่วงเวลาที่ตลาดต้องปรับสมดุลจากการถือครองที่หนาแน่นเกินไป ดังนั้นการปรับฐานครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงในแง่ของขนาด แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนัยสำคัญของการลงทุนทองคำในระยะยาว
















