อีกวิธีการที่เทรดเดอร์สามารถใช้นำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ในการเทรด คือเรื่องของ Sentiment ของทอง เพื่อดูสถานะทองว่าตอนนี้เทรดเดอร์ส่วนมากถือ positions ทางไหนเป็นหลัก และเทรดเดอร์ส่วนมากโดยเฉพาะที่หาโอกาสเทรดตามเทรนก็จะหา trade setup ที่ทางนั้นเป็นหลัก เช่นอาจเทรดตอนราคาย่อตัวหรือที่เรียกว่า Corrective move วิธีการเข้าเทรดก็จะต่างกันออกไปแล้วแต่เทรดเดอร์ว่าใช้วิธีการเทรดแบบไหน การใช้ Sentiment ในการเทรดทองก็จะช่วยให้ท่านหาว่า ตอนที่จะเปิดเทรด ถึงระดับ Overbought หรือ Oversold หรือยัง หรือเพิ่งเริ่มต้น ก็จะเปิดโอกาสให้ท่านหาโอกาสเทรดตามเทรนหรือสวนเทรนได้ง่าย โดยเฉพาะการเทรดแบบเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวราคาหรือ Speculation ส่วนการเทรดแบบหวังผลระยะยาวหรือ Investment ก็จะเปิดโอกาสให้ท่านได้เข้าเทรดตามเทรน
Sentiment ของทอง
หลักการของ Sentiment แบบง่ายคือรายงานจากข้อมูลจากเทรดเดอร์ที่ถือ postions อยู่ในตลาด แต่เนื่องจากตลอดฟอเรกเป็นตลาดการเทรดแบบ Distributed Trading Server ข้อมูลไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน จะมาจากโบรกเกอร์ (และ Liquidity providers ที่โบรกเกอร์ใช้ประกอบกัน) ต่างจากตลาดที่เป็น Centralized trading server ตลาด Futures หรือ Options ข้อมูลที่ได้ก็จะต่างกันแต่หลักการเดียวกัน จึงช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ง่ายแม้ว่าตัวเลขอาจต่างกันออกไปบ้าง ดังนั้นการใช้ Sentiment สำหรับเทรดทอง แนะนำให้ดูจากโบรกเกอร์ใหญ่ๆ เช่นจาก IG Client Sentiment, SWFX Sentiment Index ของ Dukascopy, Open Position Ratios ของ Oanda หรือ FX Open Positions ของ Saxo เป็นต้น หรือดูจาก platform ในส่วนของ cTrader ก็จะมีให้เลย ส่วนของ Metatrader มีให้บริการแล้วแต่โบรก

ตัวย่างแรกที่นำมาประกอบเป็น IG Client Sentiment ดูเทียบกับชาร์ตทองของ Metatrader 4 จะเห็นว่า postions ที่ถืออยู่ในตลาดตอนนี้เป็น Long เป็นหลักมากถึง 70 % หมายความว่าเทรนเป็นขาขึ้นอยู่ นอกจากนั้นทางเว็บ IG ยังบอกข้อมูลด้านเทคนิคที่น่าเทรดด้วย Support/Resistance และ Pivot Points ที่น่าสนใจด้วยโอกาสการเทรดก็จะแนะว่าควรเทรดตามเทรน หรือถ้าเห็นสัญญาน Divergence เกิดขึ้นก็จะเป็นโอกาสเทรดสวนเทรนได้ เพราะราคาทองจากสถานะ Sentiment ตอนนี้เป็น Overbought โบรกเกอร์ IG ถือว่ามีลูกค้าเยอะทั่วโลก ดังนั้นข้อมูลมากพอที่จะใช้เป็นแนวทางได้ว่าตอนนี้เทรดเดอร์ส่วนมากเทรดทอง และหาโอกาสเทรดทองอย่างไร

โบรกเกอร์ Dukascopy เป็นอีกรายที่มีฐานลูกค้าเยอะ และยังได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นส่วนนี้ด้วย อธิบายเพิ่มเติมสำหรับ Sentiment ต้องไม่ลืมว่าเป็นข้อมูลจากลูกค้าที่ถือ positions ทองอยู่ในตลาดในส่วนของทองที่เราโฟกัส ไม่เกี่ยวกับ ออเดอร์ที่รอเข้าหรือ pending orders เช่น Sell limit, sell stop, หรือ buy limit, buy stop หรือ stop loss และ take profit เพราะออเดอร์พวกนี้ยังไม่เข้าตลาด ดังนั้นเลยทำให้หาว่าเทรดเดอร์ยังเทรดและถือออเดอร์ทางไหนอยู่ได้ง่าย และถ้าราคาวิ่งมาเยอะมากแล้วก็จะหาว่า overbought/oversold ได้ง่ายเช่นกัน เลยทำให้นิยมใช้ Sentiment ในการเทรดทองถ้าราคาวิ่งมาเยอะแล้ว แนะนำว่าควรจะมีสัดส่วนระหว่าง short positions และ long posionts ต่างกันเยอะมาก ก็จะเปิดโอกาสให้เทรดสวนได้ง่าย
Sentiment ของโบรกเกอร์ Dukascopy จะเห็นว่าเป็นไปทิศทางเดียวกัน ส่วนของ Dukascopy จะอยู่ที่ 50.57% ต่อ 49.43%

ส่วนท้ายที่จะยกมาประกอบเป็น Sentiment ของ Oanda ที่ถือว่าเป็นโบรกเกอร์ที่ใหญ่อีกราย มีลูกค้าทั่วโลก จะเห็นว่าสัดส่วนของ Oanda มี 66.87% ที่ถือ long positions และ 33.10% ที่ถือทาง short positions
สังเกตุได้ว่าทั้ง 3 โบรกเกอร์ที่ยกมา ล้วนเป็นโบรกเกอร์ชั่นแนวหน้า และมีฐานลูกค้าเยอะทั่วโลก ดังนั้นข้อมูลเรื่องของ Sentiment ที่มาจากลูกค้าที่ถืออยู่ของพวกเขา ก็มากพอที่จะเป็นแนวทางการเทรดทองได้
หลักการเทรดทองด้วย Sentiment
เมื่อเข้าใจว่าการหาค่า Sentiment เป็นอย่างไรและหาแหล่งที่น่าเชื่อถือได้อย่างน้อยสัก 2-3 แหล่งตามที่ยกตัวอย่างมาประกอบ ว่าเป็นไปทางเดียวกันหรือเปล่า เพราะว่าข้อมูลจากตลาดฟอเรกมาจากแต่ละโบรกเกอร์ต่างกันไป ต่างจากตลาดที่เป็น Futures ที่มีข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน ถึงแม้ว่ามาจากต่างแหล่งกัน แต่ก็เป็นแนวทางในการเทรดทองได้เพราะว่าการทำงานหรือประมวลผลเรื่องของ Sentiment ไม่ต่างกัน การอ่าน Sentiment ทำให้การเทรดตามเทรน เทรดตอนสวนเทรนหรือจบเทรน ทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าใจ ยิ่งใช้ประกอบกับ Technical Analysis ด้วย ก็จะเห็นโอกาสการเปิดเทรดทองบ่อยยิ่งขึ้น

ดูจากชาร์ต D1 ล่าสุดพร้อมกับ Setiment ที่มาจาก IG, Oanda และ Dukascoy จะเห็นว่าตอนนี้ positions ที่ถืออยู่ในตลาดเป็น Long สัดส่วน 70%-30% ได้ มีน้อยกว่าพวกเป็น Dukascopy แต่ข้อมูลเป็นไปทางเดียวกัน มองที่ชาร์ตด้วย Stochastic Oscillator ราคาก็เข้าพื้นที่ Overbought เหตุการณ์แบบนี้มี 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นคือ ถ้าราคาเบรคและไปต่อ ราคาก็มักจะไปต่อสักระยะได้เร็ว เพราะข้อมูลแบบนี้จะทำให้มีเทรดเดอร์ที่กำหนด Buy stop เข้าไปเยอะ และยังมี stop loss จากเทรดเดอร์ที่เปิด short positions ด้วย อาจเกิด Fakeout หรือ False break ก่อนได้เพราะเรื่องของการล่า liquidity เพื่อเข้าเทรดของขาใหญ่ ส่วนกรณีที่สอง ถ้าราคาเบรลงมาก็จะทำให้เทรดเดอร์ที่ถือ Long ส่วนที่เป็นข้อมูลสำคัญของ Sentiment ออกจากตลาด เพราะราคามาเยอะแล้วการออกจากตลาดก็จะเท่ากับการเปิด Sell ใส่ตลาด เลยทำให้ความไม่สมดุลย์เปลี่ยนข้างได้ง่าย เลยเปิดโอกาสให้เทรดสวนเทรน ส่วนมากเทรดเดอร์ก็จะดูเรื่อง divergence ประกอบว่าเกิดขึ้นหรือเปล่าเพื่อเป็นการยืนยันอีกทางหนึ่ง














