นูเรียล รูบินี เตือน! นโยบาย 'ทรัมป์' อาจจุดชนวน "Mother of all Recessions" วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่โลกต้องผวาท่ามกลางบรรยากาศการเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังร้อนระอุ นูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับฉายาว่า "Dr. Doom" (ดร.หายนะ) จากความแม่นยำในการทำนายวิกฤตการเงินปี 2008 ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญอีกครั้ง โดยระบุว่าหาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ โลกอาจต้องเผชิญกับ "Mother of all Recessions" หรือวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกบทวิเคราะห์ของรูบินี ว่าทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงน่ากังวล และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร
3 เสาหลักนโยบายทรัมป์: เชื้อเพลิงชั้นดีของเงินเฟ้อรูบินีชี้ให้เห็นว่า แผนเศรษฐกิจของทรัมป์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ (Pro-inflationary) อย่างรุนแรง ได้แก่:
- กำแพงภาษีมหาโหด (Tariffs): ทรัมป์ประกาศแผนที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 10% และพุ่งเป้าไปที่สินค้าจากจีนถึง 60% การกระทำนี้ไม่ต่างจากการทำสงครามการค้า ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้น และผู้บริโภคคือผู้รับภาระนี้
- การลดภาษีเพื่อกระตุ้นหนี้ (Tax Cuts): ความพยายามที่จะต่ออายุนโยบายลดภาษีปี 2017 ไม่เพียงแต่จะทำให้รายได้รัฐลดลง แต่ยังเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังตึงตัว ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่บานปลาย
- การเนรเทศแรงงานต่างด้าว (Mass Deportation): แผนการส่งกลับแรงงานข้ามชาติจำนวนมหาศาลจะทำให้เกิดภาวะ "ช็อก" ในตลาดแรงงาน (Supply Shock) เมื่อแรงงานขาดแคลน ค่าจ้างจะถูกปรับขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย
ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ที่รุนแรงกว่ายุค 70สิ่งที่รูบินีกังวลที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยธรรมดา แต่คือภาวะ "Stagflation" (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) เขาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับวิกฤตการณ์ในยุค 1970 แต่เตือนว่าครั้งนี้อาจเลวร้ายยิ่งกว่า
ในยุค 70 แม้จะเกิด Stagflation แต่ระดับหนี้สาธารณะและหนี้เอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในปัจจุบัน โลกเต็มไปด้วยหนี้สิน หากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงพร้อมกับดอกเบี้ยขาขึ้น จะทำให้ภาระหนี้ท่วมท้นจนนำไปสู่การล้มละลายในวงกว้าง ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ผลกระทบต่อดอกเบี้ยและการลงทุนหากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะตกที่นั่งลำบาก แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ Fed อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่ รูบินีคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรอาจเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน (Bond Vigilantes) โดยการเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องวินัยทางการคลัง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นไปอีก
สรุป: เตรียมรับมือความผันผวนคำเตือนของ นูเรียล รูบินี ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะยังไม่สรุป แต่ความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจสุดโต่งย่อมส่งผลกระทบต่อทิศทางการเงินโลก นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หาก "Mother of all Recessions" กลายเป็นความจริงตามคำทำนาย