นักเศรษฐศาสตร์ดังเตือน! นโยบาย "โดนัลด์ ทรัมป์" เสี่ยงจุดชนวน "แม่แห่งวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย" (Mother of All Recessions) ส่อแววรุนแรงกว่ายุค 70ในขณะที่การเมืองสหรัฐฯ กำลังร้อนระอุ สิ่งที่นักลงทุนและทั่วโลกต่างจับตามองไม่ใช่แค่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมา ล่าสุด
นูเรียล รูบินี (Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของฉายา "Dr. Doom" ผู้ที่เคยทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่อาจสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
รูบินีชี้ว่า หากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และเดินหน้าผลักดันนโยบายเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ โลกอาจต้องเผชิญกับ
"แม่แห่งวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อพุ่งสูง หรือที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งอาจเลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤตการณ์ในยุค 1970 เสียอีก
📌 3 เสาหลักนโยบายทรัมป์ สู่หายนะทางเศรษฐกิจ?จากการวิเคราะห์ นโยบายหลัก 3 ประการของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจกลายเป็นยาพิษในระยะยาว ได้แก่:
1. กำแพงภาษีมหาโหด (Aggressive Tariffs)ทรัมป์เสนอแผนที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลก 10-20% และพุ่งเป้าไปที่สินค้าจีนถึง 60% การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่สงครามการค้า แต่คือการผลักภาระต้นทุนสินค้าให้สูงขึ้นทันที ผู้บริโภคจะต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อที่กำลังจะชะลอตัวกลับมาดีดตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แถมยังเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางการค้าจากนานาประเทศ ซึ่งจะทำลายห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
2. การเนรเทศแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ (Mass Deportations)แผนการส่งกลับผู้อพยพจำนวนมหาศาลจะนำไปสู่ภาวะ "ช็อก" ในตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจจะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ต้นทุนค่าจ้างจะพุ่งสูงขึ้นเพื่อแย่งชิงคนทำงาน ผลลัพธ์คือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. การขยายมาตรการลดภาษี (Tax Cuts Extension)แม้การลดภาษีจะถูกใจภาคธุรกิจ แต่ในสภาวะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ สูงลิ่ว การต่ออายุมาตรการลดภาษีปี 2017 จะยิ่งซ้ำเติมให้การขาดดุลงบประมาณบานปลาย สิ่งนี้จะบีบให้ดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการควบคุมดอกเบี้ยนโยบาย
📉 ทำไมครั้งนี้ถึงน่ากลัวกว่ายุค 70?หลายคนอาจมองว่าเราเคยผ่านวิกฤต Stagflation ในยุค 70 มาแล้ว แต่รูบินีเตือนว่าบริบทในปัจจุบันนั้น
"เปราะบาง" กว่ามาก ในยุคนั้นหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ปัจจุบันโลกจมอยู่ใตภูเขาหนี้สิน (Debt Supercycle)
เมื่อเจอกับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อ ภาระหนี้สินจะกลายเป็นระเบิดเวลา ธุรกิจและครัวเรือนที่มีหนี้สูงจะล้มละลาย นำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง ซึ่งแตกต่างจากยุค 70 ที่แม้เงินเฟ้อจะสูง แต่ระบบการเงินไม่ได้แบกรับหนี้สินมหาศาลเท่าตอนนี้
💡 บทสรุปสำหรับนักลงทุนคำเตือนของ Dr. Doom ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แม้ตลาดหุ้นอาจตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นหากมีการลดภาษี แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวจากการกีดกันทางการค้าและการขาดดุลการคลัง เป็นปัจจัยลบที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงและยาวนาน
นักลงทุนควรติดตามนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด กระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นหากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง เพราะ "แม่แห่งวิกฤต" ครั้งนี้ อาจไม่ได้จบลงง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา
#เศรษฐกิจโลก #ทรัมป์ #ภาวะเศรษฐกิจถดถอย #เงินเฟ้อ #การลงทุน #Stagflation #DonaldTrump #NourielRoubini #ข่าวเศรษฐกิจ