นูเรียล รูบินี เตือน! นโยบาย 'ทรัมป์' เสี่ยงจุดชนวน 'อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ' (Mother of All Recessions) ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์Dr. Doom ออกโรงเตือน! นโยบายของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' อาจนำโลกไปสู่ 'อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ' ที่รุนแรงที่สุด (Mother of All Recessions)เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง "นูเรียล รูบินี" (Nouriel Roubini) ผู้ได้รับฉายาว่า "Dr. Doom" จากการทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ได้อย่างแม่นยำ ออกมาส่งเสียงเตือนอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายพุ่งเป้าไปที่นโยบายเศรษฐกิจของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเจอมาก่อน
บทความนี้จะสรุปประเด็นสำคัญและวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงน่ากังวลขนาดนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร
1. ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ขั้นรุนแรงรูบินีชี้ว่า แผนการทางเศรษฐกิจของทรัมป์กำลังจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า
"Stagflationary Shock" หรือ ภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก
ปัจจัยหลักมาจากนโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) ที่ทรัมป์ประกาศไว้ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิด 10-20% และสินค้าจากจีนสูงถึง 60% การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ แพงขึ้น (เงินเฟ้อ) แต่ยังจะไปขัดขวางห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้การผลิตชะลอตัว (เศรษฐกิจถดถอย) เมื่อสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือสูตรสำเร็จของหายนะ
2. นโยบาย "Supply Shock" ที่จะซ้ำเติมเงินเฟ้อนอกจากเรื่องภาษี รูบินียังมองว่านโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ล้วนส่งผลลบต่อภาคการผลิต (Supply Side) ทั้งสิ้น ได้แก่:
- การกีดกันแรงงานข้ามชาติ: การส่งกลับแรงงานผิดกฎหมายและการจำกัดคนเข้าเมือง จะทำให้สหรัฐฯ ขาดแคลนแรงงาน ค่าจ้างพุ่งสูงขึ้น และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
- การลดภาษีที่อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง: การลดภาษีนิติบุคคลอาจดูเหมือนดี แต่ในสภาวะที่หนี้สาธารณะสูงลิ่ว การทำเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มภาระหนี้และการขาดดุลการคลัง ซึ่งท้ายที่สุดจะบีบให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น
3. สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่ายุค 1970sหลายคนอาจเทียบเหตุการณ์นี้กับวิกฤต Stagflation ในยุค 1970s แต่รูบินีเตือนว่าครั้งนี้จะ
"เลวร้ายยิ่งกว่า" เพราะ:
ในยุค 70s หนี้สาธารณะและหนี้เอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในปัจจุบัน โลกเราจมอยู่กับกองหนี้มหาศาล (Global Debt) เมื่อเกิดภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจถดถอย จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นลูกโซ่ นำไปสู่การล้มละลายของภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุค 70s ไม่ได้เผชิญ
4. ความเป็นอิสระของ Fed กำลังสั่นคลอนอีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากทรัมป์พยายามแทรกแซงการทำงานของ Fed เพื่อกดดันให้ลดดอกเบี้ยก่อนกำหนด หรือพยายามปลดประธาน Fed เพื่อนำคนที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้มาแทน จะทำให้ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์สหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกทำลายลง ซึ่งนั่นหมายถึงจุดจบของเสถียรภาพทางการเงินโลก
5. บทสรุป: นักลงทุนควรเตรียมรับมืออย่างไร?คำเตือนของรูบินีไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แม้ว่าตลาดหุ้นอาจจะตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นจากความคาดหวังเรื่องการลดภาษี แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงมหาศาล หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง โลกอาจต้องเผชิญกับ:
- ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนหนัก
- อัตราดอกเบี้ยที่อาจไม่ลดลงอย่างที่หวัง
- ตลาดหุ้นที่อาจปรับฐานรุนแรงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระลอกใหม่
การจับตามองนโยบายของทรัมป์หลังจากนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่ภาวะถดถอยธรรมดา แต่มันอาจเป็น
"Mother of All Recessions" ตามคำทำนายของ Dr. Doom ก็เป็นได้