นักเศรษฐศาสตร์เตือน! นโยบาย 'ทรัมป์' อาจจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด (Mother of All Recessions) เสี่ยงทั่วโลกท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้น ประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามองหนีไม่พ้นเรื่อง "นโยบายเศรษฐกิจ" ของผู้สมัคร แต่ล่าสุดได้มีเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อมีการวิเคราะห์ว่า หาก
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้กลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้ง และผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้ อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด หรือที่เรียกว่า
"Mother of all recessions"บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังคำเตือนดังกล่าว ว่าทำไมนโยบายของทรัมป์ถึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ และคำศัพท์อย่าง Stagflation กำลังจะกลับมาหลอกหลอนเศรษฐกิจโลกหรือไม่
สัญญาณเตือนภัย: เมื่อนโยบายกระตุ้นกลายเป็นยาพิษนักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งดูเหมือนจะหวังดีในการฟื้นฟูอเมริกาให้ยิ่งใหญ่ แต่ในทางทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว หลายฝ่ายมองว่านี่คือการผสมผสานส่วนผสมที่อันตรายที่สุดเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด
"Supply Shock" หรือภาวะช็อกทางอุปทานที่รุนแรง
ความกังวลหลักไม่ได้อยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผลข้างเคียงที่จะตามมา นั่นคือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก
3 เสาหลักนโยบายทรัมป์ ที่อาจเขย่าเศรษฐกิจโลกเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราต้องดูไส้ในของนโยบายที่ถูกวิจารณ์ โดยหลักๆ แล้วมีความเสี่ยงมาจาก 3 ด้าน ดังนี้:
- 1. กำแพงภาษีนำเข้ามหาโหด (Universal Tariffs)
ข้อเสนอที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดที่ 10-20% และสำหรับสินค้าจากจีนอาจพุ่งสูงถึง 60% นโยบายนี้ถูกมองว่าจะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทันที ผู้บริโภคจะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่เงินเฟ้อโดยตรง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดสงครามการค้า (Trade War) ที่รุนแรงกว่าเดิม ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด - 2. การเนรเทศแรงงานต่างด้าว (Mass Deportation)
แผนการส่งกลับแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล อาจฟังดูดีในมุมมองความมั่นคง แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือการลดจำนวนแรงงานในระบบอย่างฉับพลัน เมื่อแรงงานขาดแคลน ค่าจ้างแรงงานจะพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และสุดท้ายก็จะถูกผลักภาระมาที่ราคาสินค้า เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งเงินเฟ้อ - 3. การลดภาษีรอบใหม่ (Tax Cuts)
การลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจดูเป็นเรื่องดี แต่เมื่อทำควบคู่ไปกับสองข้อแรก จะทำให้ความต้องการซื้อ (Demand) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความสามารถในการผลิต (Supply) ลดลงเนื่องจากขาดแคลนแรงงานและต้นทุนนำเข้าแพง ผลลัพธ์คือราคาสินค้าจะยิ่งดีดตัวสูงขึ้นไปอีก
ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ที่มิอาจหลีกเลี่ยงคำศัพท์ที่น่ากลัวที่สุดในบทวิเคราะห์นี้คือ
"Stagflation" (Stagnation + Inflation) หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง
ปกติแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มักจะใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ หากเศรษฐกิจแย่ก็ลดดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อสูงก็ขึ้นดอกเบี้ย แต่ในกรณีของ Stagflation ที่เกิดจากนโยบายของทรัมป์นั้น Fed จะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะหากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอยหนักกว่าเดิม แต่หากลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะยิ่งบานปลาย
นักเศรษฐศาสตร์จึงเตือนว่า เราอาจไม่ได้เห็นแค่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยธรรมดา แต่จะเป็นวิกฤตที่จัดการได้ยากที่สุด เพราะเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่อาจใช้ไม่ได้ผล
ผลกระทบต่อการลงทุนและทั่วโลกหาก सिनेริโอนี้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ในสหรัฐฯ:
- อัตราดอกเบี้ยอาจต้องสูงยาวนาน: เพื่อคุมเงินเฟ้อ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง และกดดันตลาดหุ้น
- ค่าเงินผันผวน: ดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ย ดึงเงินทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทย
- ต้นทุนการค้าโลกพุ่ง: กำแพงภาษีจะทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว กระทบภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุปคำเตือนเรื่อง "Mother of all recessions" ไม่ใช่เพียงแค่คำขู่ แต่อ้างอิงจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคที่วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าและการลดอุปทานแรงงาน แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะยังไม่ออกมา แต่ปฏิกิริยาของตลาดและนักลงทุนเริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังตัวแล้ว
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ การติดตามนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและการกระจายความเสี่ยง (Diversification) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกำลังรออยู่ข้างหน้า