จีนโต้เดือดสหรัฐฯ! ปมเกินดุลการค้าประวัติศาสตร์ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้ตอมาจากนโยบายกีดกันของอเมริกาเองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อมหาอำนาจอย่าง "จีน" ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับประเด็นความไม่สมดุลทางการค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลขส่วนต่าง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และวาทกรรม "กำลังการผลิตล้นเกิน" ว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้
1. การเกินดุลการค้าครั้งมโหฬาร: สัญญาณความแข็งแกร่งหรือปัญหาโครงสร้าง?ล่าสุด จีนได้เปิดเผยตัวเลขการเกินดุลการค้าที่พุ่งสูงถึง
1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่สร้างความกังวลให้กับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกมากกว่าที่นำเข้าอย่างมหาศาล
สหรัฐฯ มองว่าตัวเลขนี้เกิดจากการที่รัฐบาลจีนอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป จนเกิดภาวะ
"Overcapacity" หรือกำลังการผลิตล้นเกิน ทำให้สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ทำลายกลไกราคาและผู้ผลิตในท้องถิ่นของประเทศคู่ค้า
2. จีนสวนกลับ: "สหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นต้นเหตุ"ทางการจีนไม่ได้นิ่งเฉยต่อข้อกล่าวหานี้ และได้ออกมาตอบโต้ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจ โดยระบุว่า ความไม่สมดุลทางการค้านี้ ไม่ได้เกิดจากจีนจ้องจะถล่มตลาดโลก แต่เกิดจาก
"นโยบายกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยี" ของสหรัฐฯ เอง
ประเด็นสำคัญที่จีนยกมาโต้แย้ง:- การห้ามส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง: สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกชิปเซ็ต (Semiconductors) และเทคโนโลยีขั้นสูงมายังจีน ทำให้จีน "ไม่สามารถ" นำเข้าสินค้ามูลค่าสูงเหล่านี้จากสหรัฐฯ ได้ตามปกติ เมื่อนำเข้าน้อยลง แต่ยังส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคได้เท่าเดิมหรือมากขึ้น ช่องว่างดุลการค้าจึงถ่างกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ
- ความแข็งแกร่งของดอลลาร์: นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน ส่งผลให้สินค้าสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นในสายตาชาวโลก ในขณะที่สินค้าจีนยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไว้ได้
- ความต้องการของตลาดโลก: สินค้าจีน โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์เซลล์ เป็นที่ต้องการของตลาดโลกที่กำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่การยัดเยียดขาย แต่เป็นดีมานด์ที่แท้จริง
3. วาทกรรม "Overcapacity" ข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษี?นักวิเคราะห์มองว่า การที่สหรัฐฯ และยุโรปหยิบยกประเด็น "กำลังการผลิตล้นเกิน" มาโจมตีจีนนั้น อาจเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการ
"ขึ้นภาษีนำเข้า" (Tariffs) รอบใหม่ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตนเองที่กำลังเสียเปรียบด้านต้นทุนและเทคโนโลยีการผลิตให้กับจีน
สิ่งที่น่าจับตามองคือ หากสงครามภาษีรุนแรงขึ้น ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจไม่ใช่แค่จีน แต่คือ
"ผู้บริโภคทั่วโลก" ที่ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โลกที่จะสะดุดลงอีกครั้ง
4. บทสรุป: ทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความขัดแย้งการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นว่า
"สงครามการค้า" ยังไม่จบลงง่ายๆ และกำลังเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การต่อสู้ด้วยนโยบายเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยี
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย การติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องจำเป็น เพราะไทยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองฝ่าย แรงกระเพื่อมจากกำแพงภาษีและการย้ายฐานการผลิต อาจเป็นได้ทั้ง "วิกฤต" และ "โอกาส" สำหรับธุรกิจไทยในอนาคต