กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

🌐วิเคราะห์แนวโน้มกราฟ FOREX EUR/USD วันอังคาร 31 มกราคม 2566 มาช้าแต่มาน่ะช้อนพร้อม!!🌐

  • 9 replies
  • 2,739 views
*

CASE Forex

  • 21,521
🌐วิเคราะห์แนวโน้มกราฟ FOREX EUR/USD วันอังคาร 31 มกราคม 2566 มาช้าแต่มาน่ะช้อนพร้อม!!🌐



                                                                                       
 TypePriceSLTP
Signal Buy1.080-1.08320-30 pip100-140 pip


    Signal Buy "เมื่อวานจังหวะรอที่โซน Demand zone ของตลาด EURUSD ผลก็คือเขามีการเหวี่ยงหลอกขึ้นไปก่อนตามคาดจริงๆ 1 จังหวะ"

    เช้าวันนี้มาก็ดิ่งทะลุ Low ของเมื่อวานใครที่ช้อนตามน้ำไปถ้าไม่เก็บกินไปก่อน ก็คงมีขายหมูกันตอนตื่นมาดูพอร์ตกันบ้าง เอาล่ะวันนี้มีสิทธิเข้าโซน Action เราแล้วมาลุ้นกันจังหวะกลับตัวจะมีให้ลุยไหม...


📌 แผนของการเทรดคือ 📌

    โซนที่เราจะดักซื้อในวันนี้คือ Demandzone สำคัญ RBR ครั้งในอดีตของช่วงปลายๆ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเขาได้จุดพลุขึ้นจากโซนนี้ 1.080 ซึ่งทำให้กราฟสามารถขึ้นไปทะลุ New high ได้สวยๆต่อเนื่องในวันจันทร์นั้นเอง เพราะงั้นหากกราฟวันศุกร์สามารถย่อจนลงไปถึง DMZ นี้ได้ เราก็อย่าลืมรอจจังหวะสวยๆงัดหน้ามันขึ้นไปต่อตามเทรดเด้อออออ...

*** ทำตามแผนพร้อมมองหาความเสี่ยงก่อนเสมอ หากเจอจุด Action ก็อย่าลืมวาง SL เด็ดขาด***



ขอให้ทุกท่านนะครับโชคดีมีกำไรทุกท่าน ครับ ขอกำไร ทั่วหน้าทุกท่านนะครับ
เชิญเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองการเทรดกันได้ตามสะดวกครับ
หากมีข้อแนะนะประการใดก็ยินดี น้อมรับทุกความคิดเห็นครับ อยากให้ทุกท่าน แบ่งปันความรู้ร่วมกันครับ


"ที่บอกว่าเทรดไม่ได้ ท่าเทรดที่เลือกเก็บสถิติถึง 1000 ครั้งหรือยัง?"

*

wanons

  • 562


*

PoNgPk

  • 6,664
'สภาทองคำโลก' เผยรายงานประจำปี 2022 พบ 'ธนาคารกลางทั่วโลก' ซื้อทองคำมากที่สุดในรอบ 55 ปี ดันดีมานด์ทั้งปีเพิ่ม 18%

สภาทองคำโลกเปิดเผยรายงานประจำปี 2022 พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากที่สุดในรอบ 55 ปี ดันดีมานด์ทั้งปีเพิ่ม 18% แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 11 ปี สะท้อนว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน

วันนี้ (31 มกราคม) สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดรายงานความต้องการทองคำโลกประจำปี 2022 พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำเพิ่มจำนวนมหาศาล 1,136 ตัน มูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1967

ธนาคารกลางหลายแห่งชอบถือครองทองคำไว้ เนื่องจากทองคำสามารถรักษามูลค่าของตัวเองไว้ได้ในช่วงเวลาปั่นป่วน และไม่เหมือนกับสกุลเงินและพันธบัตร เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาผู้ออกหรือรัฐบาลกลางใดๆ

นอกจากนี้ทองคำยังช่วยให้ธนาคารกลางสามารถกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และเงินดอลลาร์ได้

แม้ว่าการซื้อทองคำจะลดลงในช่วงที่เกิดการระบาด แต่ก็กลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา โดยธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำเพิ่มถึง 862 ตัน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ตามรายงานฉบับล่าสุด

ในปีที่แล้วมีธนาคารกลางหลายแห่ง รวมทั้งตุรกี จีน อียิปต์ และกาตาร์ รายงานการซื้อทองคำ อย่างไรก็ตาม สภาทองคำโลกระบุว่า มีประมาณ 2 ใน 3 ของทองคำที่ถูกซื้อโดยธนาคารกลางเมื่อปีที่แล้วไม่ได้รายงานต่อสาธารณะ

โดยหนึ่งในธนาคารที่ไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของทองคำอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ธนาคารกลางจีน และรัสเซีย

สภาทองคำโลกยังระบุในรายงานว่า การซื้อทองคำของธนาคารกลางในปีนี้ไม่น่าจะใกล้เคียงกับระดับในปีก่อน เนื่องจากจำนวนเงินสำรองที่ลดลงอาจจำกัดความสามารถในการซื้อเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยรายงานที่ล่าช้าของธนาคารกลางบางแห่งยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระดับสูง

ดีมานด์ทองคำ 'แข็งแกร่ง' สุดในรอบกว่าทศวรรษ


รายงานระบุอีกว่า การซื้อทองคำของธนาคารกลางยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อุปสงค์ทองคำทั่วโลก (Gold Demand) ในปี 2022 อยู่ที่ 4,741 ตัน เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้า และสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011

รวมกับความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 10% ในปีก่อน และความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้น 2% แม้ว่าความต้องการทองคำที่เป็นเครื่องประดับลดลง 3% ก็ตาม

ส่วนความต้องการทองคำที่ใช้ในภาคเทคโนโลยีลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 4 ส่งผลให้ทั้งปีลดลง 7% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคหยุดชะงัก

ปี 2022 ราคาทองคำเฉลี่ย '1,800 ดอลลาร์'


สำหรับภาพรวมราคาทองคำในปีก่อน จากข้อมูลของสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน (London Bullion Market Association: LBMA) ระบุว่า ราคาทองคำเฉลี่ยปี 2022 อยู่ที่ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปิดปีด้วยกำไรเล็กน้อย แม้จะเผชิญกับการแข็งค่าของดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น

อ้างอิง:
https://www.reuters.com/markets/commodities/central-banks-bought-most-gold-since-1967-last-year-wgc-says-2023-01-31/
TRADE RIDER


*

CASE Forex

  • 21,521
"ที่บอกว่าเทรดไม่ได้ ท่าเทรดที่เลือกเก็บสถิติถึง 1000 ครั้งหรือยัง?"

*

PoNgPk

  • 6,664
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในการประชุมสัปดาห์นี้


ณ เวลา 21.22 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.06% สู่ระดับ 102.21 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.11% สู่ระดับ 1.086 เทียบยูโร และร่วงลง 0.41% สู่ระดับ 129.91 เยน

นักลงทุนจับตาผลการประชุมเฟด ซึ่งจะมีการประกาศในคืนวันพุธ รวมทั้งถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งจะส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้


ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมรอบนี้ และในเดือนมี.ค. รวมทั้งจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.0% ในปีนี้ ต่ำกว่าที่เฟดส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 5.1% หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25%

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50%-4.75% ในการประชุมวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. และจะปรับขึ้นอีก 0.25% สู่ระดับ 4.75%-5.00% ในการประชุมวันที่ 21-22 มี.ค. ก่อนที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ย. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยก่อนหน้านี้เฟดส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปี 2567

ทั้งนี้ เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีที่แล้วเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หลังจากที่รัสเซียประกาศบุกโจมตียูเครนในวันที่ 24 ก.พ.2565 ทำให้สหรัฐและชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่างหนัก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น

เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 7 ครั้งในปีที่แล้ว โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง, 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.75% จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4.25%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค.2565 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี

ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปี 2566 ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2550

หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 5.1% ในปี 2566 หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25% เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจับตาดูผลกระทบของการคุมเข้มนโยบายการเงินที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

นอกจากนี้ เฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 1.0% ในปี 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.1% ในช่วงสิ้นปีดังกล่าว และเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1.0% ในปี 2568 สู่ระดับ 3.1% ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสู่ระดับ 2.5%


โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ
TRADE RIDER

*

PoNgPk

  • 6,664
ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวแคบ ขณะที่นักลงทุนซื้อขายอย่างระมัดระวัง ก่อนรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 21.36 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 33,721.82 จุด บวก 4.73 จุด หรือ 0.01%
ทั้งนี้ เฟดเริ่มการประชุมวันนี้ ก่อนที่จะมีการแถลงผลการประชุมในวันพรุ่งนี้
นักลงทุนจับตาผลการประชุมเฟด รวมทั้งถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งจะส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้

ตลาดได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินรอบนี้
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเข้าสู่การซื้อขายวันสุดท้ายของเดือนม.ค.ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่าการปรับตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนแรกของปีจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางที่สดใสของตลาดในปีนี้ หลังจากทำสถิติทรุดตัวลงในปีที่แล้วหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ได้พุ่งขึ้น 1.72% นับตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.และต้นปี 2566 ขณะที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 4 เดือน ส่วนดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 4.64% นับตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.และต้นปี 2566 และมีแนวโน้มทำสถิติเป็นเดือนม.ค.ที่ทะยานขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 และปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 4 เดือน ขณะที่ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 8.86% นับตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.และต้นปี 2566 และมีแนวโน้มทำสถิติทะยานขึ้นมากที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนก.ค.2565
นายไรอัน เดทริก นักวิเคราะห์จาก Carson Group กล่าวว่า การปรับตัวที่แข็งแกร่งในเดือนม.ค.ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาด และบ่งชี้ว่าตลาดจะดีดตัวขึ้นต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
อ้างถึง"สถิติบ่งชี้ว่า มีอยู่ถึง 5 ครั้งในอดีตที่ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นมากกว่า 5% ในเดือนม.ค. หลังจากที่ตลาดติดลบในปีก่อนหน้า ดัชนีก็ได้พุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 30% ในปีนั้น" นายเดทริกระบุ
ด้านนายอดัม พาร์คเกอร์ นักวิเคราะห์จาก Trivariate Research กล่าวเช่นกันว่า "สาเหตุที่ผมมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงต้นปีเป็นเพราะที่ผ่านมานักลงทุนมองในแง่ลบมากเกินไป"

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ
TRADE RIDER

*

PoNgPk

  • 6,664
สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซน ขยายตัว 0.1% ในไตรมาส 4/2565 เมื่อเทียบรายไตรมาส หลังจากมีการขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3


เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัว 1.9% ในไตรมาส 4

เมื่อพิจารณาตลอดทั้งปี 2565 ยูโรโซนมีการขยายตัว 3.5% แม้เผชิญแรงกดดันจากเงินฟ้อ รวมทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน


โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ
TRADE RIDER

*

PoNgPk

  • 6,664
ยูโรแข็งค่าเทียบดอลลาร์และปอนด์ในวันนี้ ขานรับการขยายตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาส 4/2565
ณ เวลา 22.37 น.ตามเวลาไทย ยูโรแข็งค่า 0.11% สู่ระดับ 1.086 ดอลลาร์ และดีดตัว 0.49% สู่ระดับ 0.882 ปอนด์
นายเปาโล เกนติโลนี ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการเศรษฐกิจยุโรป กล่าวว่า การขยายตัวในไตรมาส 4/2565 ถือเป็นข่าวดีของยูโรโซน โดยสามารถหลีกเลี่ยงภาวะหดตัวทางเศรษฐกิจ

"แม้ว่าเรายังคงเผชิญความท้าทายหลายอย่าง แต่แนวโน้มการคาดการณ์สำหรับปีนี้ก็ดีกว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปีที่แล้ว" นายเกนติโลนีระบุในทวิตเตอร์
ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซน ขยายตัว 0.1% ในไตรมาส 4/2565 เมื่อเทียบรายไตรมาส หลังจากมีการขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3
เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัว 1.9% ในไตรมาส 4
เมื่อพิจารณาตลอดทั้งปี 2565 ยูโรโซนมีการขยายตัว 3.5% แม้เผชิญแรงกดดันจากเงินฟ้อ รวมทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นอกจากนี้ ยูโรยังได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงกว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมสัปดาห์นี้
ธนาคารกลางชั้นนำ 3 แห่งของโลกจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปีนี้
ทั้งนี้ เฟดจะจัดการประชุมในวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะจัดการประชุมตรงกันในวันที่ 2 ก.พ.
เฟดจะประกาศผลการประชุมในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.ตามเวลาไทย ส่วน ECB และ BoE จะประกาศผลการประชุมในคืนวันเดียวกัน
นักวิเคราะห์และตลาดการเงินต่างคาดการณ์ว่า ECB และ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่เฟดจะปรับขึ้นเพียง 0.25%
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ของ ECB ในการประชุมรอบนี้ จะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน
ก่อนหน้านี้ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนก.ค.2565 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ก่อนที่จะปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนก.ย.และต.ค. และล่าสุดปรับขึ้น 0.50% ในเดือนธ.ค.
นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวว่า ECB จะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานเท่าที่มีความจำเป็น เพื่อกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวลงสู่เป้าหมาย 2% ของ ECB
นายคลาส นอต และนายปีเตอร์ คาซิเมียร์ ซึ่งเป็นกรรมการ ECB กล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมนโยบายการเงินทั้งในเดือนก.พ.และมี.ค.2566

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ
TRADE RIDER

 

XM Global Limited