กองทุน SPDR Gold Shares

ประจำวันที่

เวลา ครั้งที่ ก่อนหน้า ถือล่าสุด เปลี่ยนแปลง
- - - - -
รวมวันนี้-
เดือนนี้ - : 
ปีนี้  : 
*หน่วยตัน
*อ้างอิงจาก SPDR Gold Share

ราคาทองตามประกาศสมาคมค้าทองคำ

ประจำวันที่ ครั้งที่ เวลา น.

ชนิดทองคำ รับซื้อ ขายออก
ทองคำแท่ง 96.5% - -
ทองรูปพรรณ 96.5% - -
รวมวันนี้-
เปลี่ยนแปลงล่าสุด-
*หน่วยเงินบาท
*ราคาอ้างอิงล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ

Dow Theory – พื้นฐาน Technical analysis – ตลาดมีแนวโน้มหรือเทรน 3 แบบ

  • 0 replies
  • 1,012 views
Dow Theory – พื้นฐาน Technical analysis – ตลาดมีแนวโน้มหรือเทรน 3 แบบ

ส่วนสำคัญหนึ่งของทฤษฏี Dow คือการแบ่งเทรนชัดเจน เพราะหลักการเทรดตามหลักการ Dow จะเป็นการเน้นการเทรดตามเทรนเป็นหลัก การที่จำแนกเทรนชัดเจนตามหลักการข้อที่สอง คือความมีการเคลื่อนไหวหรือเทรน 3 แบบด้วยกัน จำเป็นต้องเข้าใจว่ากำหนดและวิเคราะห์เทรนอย่างไรก่อน และหลักการกำหนดเทรนตามหลักการ Dow เป็นพื้นฐานสำหรับการกำหนดเทรนด้วยการดูการเคลื่อนของราคา

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องของเทรน จำเป็นต้องเข้าใจเทรนก่อน  เพราะว่าที่ราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่ง หรือที่เรียกว่าเทรนนั่นเอง ราคาไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง ราคาจะมีวิ่งขึ้นไปทำ High หรือที่เรียกกันว่า Peak จากนั้นก็วิ่งลงมาทำ Low หรือ Trough โดยรวมๆ แล้วการเคลื่อนก็จะไปทางเดียวกัน หลักการการวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า Peak-and-Trough Analysis ที่เป็นหลักการกำหนดเทรน


ภาพประกอบเป็นการทำเทรนขึ้นหรือ Uptrend จะแบ่งออกเป็นหลายๆ Rally หรือราคาขึ้นอย่างแรง แต่ละ Rally ประกอบด้วยราคาขึ้นไปทำ High ได้แล้วตามด้วย Low ตามตัวอย่างตามเลข 1 2 และ 3  จะเห็นว่าแต่ละจุด High หรือ Peak ของแต่ละช่วง Rally ต้องสูงกว่า High ของ Rally ก่อน และแต่ละ Low หรือ Trough ต้องสูงกว่า Low ของ Rally ก่อน การกำหนดเทรนเช่นนี้เรียกอีกแบบว่า การดูการพัฒนา Swing highs/lows เพื่อกำหนดเทรน ที่บอกว่า Higher High ต้องสูงกว่า High ก่อน และ Higher Low ต้องสูงกว่า Low ก่อนนั่นเอง และหลักการ Dow จะให้ความสำคัญว่า ระยะเวลาวิ่งขึ้นจะยาวกว่าเวลาวิ่งลง


การกำหนดสำหรับเทรนลง ก็ตรงกันข้ามกับเทรนขึ้นคือ แต่ละเทรนลงก็จะแบ่งออกเป็นหลายช่วง การที่ราคามีช่วงลงแรกหรือเรียกว่า Sell-offs โดยที่แต่ละ Sell-off ก็จะมี High และ Low เช่นกัน การที่จะกำหนดว่าเป็นเทรนลงได้  แต่ละ Low ใหม่ของการที่ราคาลงแรงๆ ต้องต่ำกว่า Low ของ Sell-off ก่อน และ High ของ Sell-off ใหม่ต้องต่ำกว่า Low ของ Sell-off ก่อน หรือบอกว่า Lower Low ต้องต่ำกว่า Low ก่อน และ Lower High ใหม่ต้องต่ำกว่า high ก่อน และหลักการ Dow จะให้ความสำคัญว่า ระยะเวลาวิ่งลงจะยาวกว่าเวลาวิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ได้ยินประกอบหลักการทำเทรนคือเรื่องของ Impulsive move และ Corrective move ใช้เพื่ออธิบายส่วนประกอบ เพราะว่าการอธิบายด้วยหลักการนี้ อธิบายการทำเทรนของหลักการ Dow ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเทรดเทรนระดับไหนก็ตาม แต่การที่เราเห็น Impulsive move จะเปิดโอกาสให้เปิดเทรดได้ตามเทรนที่เกิดขึ้นได้ ด้วยความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องของ Risk:Reward อยู่ที่ว่าเรากำหนด Impulsive move จากการเคลื่อนช่วงเวลาไหน แต่ถ้าตามหลักการของ Dow จะเห็นว่าเน้นการเทรดเทรนเป็นหลัก และเป็นการเทรดเทรนหลัก Primary Trend

นี่คือหลักการกำหนด เทรนที่จะมาทำความเข้าใจหลักการกำหนดเทรน 3 แบบในตลาดตามหลักการของ Dow ที่ประกอบด้วย Primary trend หรือเทรนหลัก หรือเทรนใหญ่ Secondary trend เทรนหรือแนวโน้มระยะกลาง และ Minor trend หรือเทรนย่อยหรือเทรนสั้น หลักการกำหนดเทรนแบบเดียวกัน อยู่ที่เรา เรากำหนดเทรนไหนเป็นหลัก แต่หลักการของ Dow จะมุ่งเน้นให้เทรดตามเทรนหลัก หรือ Primary Trend  และกลยุทธ์การเทรดจะเน้นไปที่การเทรดตามเทรน การแบ่งแบบของเทรน ต่างกันแค่ว่ากำหนดเทรนจากระยะเวลานานขนาดไหน และหลักการ Dow ให้ความสำคัญเทรนต่างเวลาต่างกันออกไปด้วย

Primary Trend หรือเทรนหลัก


การแบ่งประเภทของเทรนไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเข้าใจหลักการการกำหนดเทรนตามที่อธิบายไว้ด้านบน ต่างกันแค่ว่าระยะเวลาสำหรับการกำหนดเทรน Primary Trend หรือเทรนหลัก ตามหลักการของ Dow จะใช้เวลาตั้งแต่ 200 วันขึ้นไปจนถึงหลายปี เช่นถ้ากำหนดจากแท่งเทียน D1 ท่านจะกำหนดด้วยการเปิดชาร์ต D1 และดูการเคลื่อนที่เป็นไปทางเดียวกันตั้งแต่ 200 แท่งเทียนขึ้นไป การกำหนดแบบนี้สำหรับการเทรดสินค้าพวกหุ้น หรือดรรชนีหุ้น สินค้าพวก CFD เป็นเรื่องปกติ เช่น Dow Jones Industrial Average Index ตามภาพประกอบที่ด้วยชาร์ต D1 ที่ทำเทรนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ามองการกำหนดเทรนแบบนี้ ท่านอาจบอกได้ว่า หลักการกำหนดเทรนและเทรดแบบนี้ จะเห็นภาพชัดเจนไปที่สินค้าหรือหุ้นพวกที่เป็น VI หรือ Value Investment

ตามหลักการของ Dow เทรนหลักจะยาวแค่ไหนก็ได้ และเทรนหลักยังถือว่ามีผลต่อเนื่องจนกว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่มีการยืนยัน ที่เป็นหลักการสำคัญอีกข้อของ Dow ที่จะอธิบายต่อมา

Secondary หรือ Intermediate Trend หรือแนวโน้มรองหรือระยะกลาง

ตามหลักการ Dow เทรนหลักหรือ Primary Trend เป็นการเคลื่อนไหวหลักของตลาดหรือสินค้านั้นๆ แต่ตรงกันข้ามสำหรับ Secondary Trend หรือเทรนรองหรือเทรนย่อย เป็นการทำเทรนที่สวนทางกับการเคลื่อนหลัก ตรงส่วนนี้ถือว่าเป็นตัวเชคหรือ Correction ของเทรนหลักนั่นเอง เช่นอย่างภาพประกอบด้านบน เทรนหลักเป็นขาขึ้น ส่วนเทรนรองเป็นส่วนประกอบของเทรนหลักช่วงที่ราคาวิ่งสวนเทรนหลักนั่นเอง ระยะเวลาการวิ่งสำหรับหลักการ Dow จะอยู่ที่ 3 สัปดาห์ถึงหลายเดือน หลักการกำหนดเทรนไม่ต่างกันแค่ช่วงเวลาการเคลื่อนไหวและทิศทางราคาเท่านั้นเอง ถ้าดูภาพ จะเห็นส่วนที่มีเลข 2 กำหนดนั่นเอง

Minor Trend หรือเทรนย่อยหรือสั้น


เทรนย่อย เป็นส่วนประกอบอีกทีของ Secondary Trend ดังนั้นบอกได้ว่า เทรนย่อยเป็นส่วนของ Corrective move ของเทรนระยะกลางนั่นเอง หรือวิ่งสวนเทรนระยะกลาง การเคลื่อนก็จะใช้เวลาน้อยกว่า 3 อาทิตย์ลงมานั่นเอง ดูจากภาพแสดงการเคลื่อนไหวด้านบนที่แสดงถึงการกำหนดเทรนทั้ง 3 แบบ เลข 1 คือ Primary Trend, เลข 2 คือ Secondary Trend และเลข 3 คือ Minor Trend จะเห็นว่าหลักการกำหนดเทรนไม่ยากตามหลักการของ Dow แค่ว่าแต่ละเทรนต่างกันด้วยระยะเวลาเท่านั้นเอง

เนื่องจากหลักการกำหนดเทรนของ Dow ให้ความสำคัญเทรนใหญ่เป็นหลัก Minor Trend สำหรับหลักการนี้ถือว่าเป็นสัญญาณหลอก ที่เทรดเดอร์จะให้ความสำคัญน้อย เพราะจะมุ่งเน้นเทรน Primary Trend และ Secondary Trend เป็นหลัก แต่ต้องไม่ลืมว่า Minor Trend ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวม

การวิเคราะห์ตามหลักการนี้ที่เห็นได้ชัดคือหลักการวิเคราะห์แบบ Multi-timeframe analysis แล้วแต่ว่ากำหนดการเทรดแบบไหน เช่น Day Trading ก็จะกำหนดเทรน Primary Trend จากชาร์ต D1 เป็นหลัก และ Secondary Trend จากชาร์ต H1 และ Minor Trend จากชาร์ตต่ำกว่า M15 ลงไป เป็นต้น ข้อดีของการเข้าใจเทรนและเทรดด้วยหลักการเทรนเป็นหลักคือ ท่านจะไม่หลุดจากเทรน หรือเทรดตามเทรนหลักได้ง่ายนั่นเอง

 

XM Global Limited