การใช้อินดิเคเตอร์ Moving Average of Oscillator
Moving Average of Oscillator (OsMA) เป็นอินดิเคเตอร์ตัวที่อยู่ในประเภท Oscillator อีกเป็นอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่มากับโปรแกรมเทรด Metatrader เป็นทูลที่ออกแบบมาเพื่อดูว่าตลาดอยู่ในช่วง Overbought หรือ Oversold หรือเปล่า ด้วยการวัดว่า Oscillator ห่างจาก Moving average อย่างไร เพราะOsMA เป็นอินดิเคเตอร์ที่อิงการอ่านค่าจาก MACD ที่เป็นอินดิเคเตอร์ด้าน Oscillator ที่เป็นที่รู้จักกันดีอีกที โดย OsMA จะแสดงถึงความแตกต่างระหว่าง MACD Oscillator และ Histogram ของ MACD อาจบอกแบบง่ายๆ ได้ว่า OsMA เป็นเวอร์ชั่นปรับแต่งของ MACD เพื่อการใช้งานด้าน Overbought/Oversold โดยเฉพาะ เลยทำให้ OsMA เด่นสำหรับการใช้งานด้าน Overbought/Oversold และ Divergence
การใช้งาน OsMAOsMA จัดอยู่ในกลุ่มประเภท Oscillator ของโปรแกรมเทรด Metatrader จาก 4 ประเภทหลักคือ Trend, Oscillator, Volumes และ Bill Williams และมีอินดิเคเตอร์ประเภทเดียวกันในกลุ่มนี้หลายตัวที่นิยมใช้กัน สำหรับอินดิเคเตอร์ตัวนี้เป็น Oscillator เช่นเดียวกันกับ MACD, RSI, CCI, Stochastic Oscillator เป็นต้น OsMA เป็นอินดิเคเตอร์ที่ออกแบบด้วยการอิงข้อมูลจาก MACD ดังนั้นการตั้งค่าหรือ settings ก็จะเป็นแบบเดียวกับ MACD แต่ OsMA จะแสดงความต่างระหว่างค่า MACD (มาจาก MACD = fast EMA - slow EMA ในค่า Settings) และ 9-period SMA ของ MACD ส่วนรูปแบบการนำเสนอก็จะมี Histogram ที่อยู่หนือ และต่ำกว่าเส้นระดับ 0.00 เหนือกว่า 0.00 บอกถึง buying pressure ต่ำกว่า 0.00 บอกถึง selling pressure ส่วนความสูงต่ำของ Histogram ก็บอกถึงความแรงของ trading pressure
การตีความ OsMA สำหรับการเทรด เนื่องจากการแสดงผล trading pressure อิงระดับ 0.00 วิธีการแรกที่จะดูว่า buying pressure หรือ selling pressure มากกว่ากัน คือดูการเปลี่ยนของเส้น Histogram แล้วมาตัดระดับ 0.0 ขึ้น หรือตัด 0.0 ลง ก็บอกว่า trading pressure กำลังเกิดขึ้นทางนั้น ถ้าทางนั้นๆ มีการต่อเนื่อง trading pressure และราคาวิ่งไปมาก นั่นคือตลาดจะเข้าสถานะ Overbought หรือ Oversold แล้วแต่ทางที่เส้น Histogram ไปแล้วต่อเนื่อง เช่นที่เลข 1 Histogram ได้พัฒนาจากด้านล่างดันขึ้นมาและตัด 0.00 ขึ้น บอกถึง buy pressure ก็หาโอกาสเปิด Buy ส่วน Stop loss ก็กำหนดเบื้องต้นโดยอิงจุด Low ที่ใกล้สุด ที่เลข 2 ก็ใช้หลักการเดียวกัน ดูระดับ Histogram ลดลงเรื่อยๆ สุดท้ายมาเบรค 0.00 ลงมา เปลี่ยนเป็น Selling pressure หาโอกาสเทรดด้วย Price Action และ Stop loss ก็อิงพื้นที่ High ที่ใกล้ที่สุด ตามภาพประกอบ ส่วนจุดที่ 3 และ 4 หลักการเดียวกันกับจุดแรก นี่คือการตีความกรณี 1 เมื่อเห็นการตัดเส้นระดับ 0.00 หลังจากแรง Histogram ลดลงอย่างต่อเนื่อง
กรณีที่ 2 การใช้งานด้าน Overbought/Oversold ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ OsMA ดูภาพประกอบเดิม แต่มองไปที่กรอบสี่เหลี่ยมแต่ละจุด เริ่มที่กรอบสี่เหลี่ยมตรงเส้นแนวตั้งเลข 2 ก่อน ดูความต่อเนื่องก่อนไปถึงจุดนี้ จะเห็นว่า OsMA ได้ตัดขึ้นมาจากด้านล่างตั้งแต่ที่เลข 1 ต่อเนื่อง และมองดูราคาก็ได้วิ่งมาเยอะ ถือว่า Overbought ได้ แต่ราคาอาจไปต่อก็ได้ เพราะเราไม่อาจใช้อินดิเคเตอร์อย่างเดียวแล้วเปิดเทรด เพราะว่าอินดิเคเตอร์อ่านข้อมูลจากราคาที่เกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลที่ได้ยังถือว่าช้า เราจะใช้ข้อมูลเป็นการยืนยันเป็นหลัก พอมาถึงเลข 2 ระดับ Histogram ได้ลดลงมาเรื่อยๆ จนมาตัดระดับ 0.00 เปลี่ยนข้าง และมองดูราคาบอกผ่าน market structure ก็ได้หักลงเช่นกัน เป็นการยืนยันว่า Overbought น่าจะจบแล้วได้จังหวะหาโอกาสเปิด Sell ตาม จากกรณีนี้จะเห็นว่า นอกจาก OsMA บอกถึงการจบ Overbought ด้วยการขึ้นไปทำแล้ว Histogram ดันลงมาจนเปลี่ยนข้าง เป็นการยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นกับราคา
ที่กรอบสี่เหลี่ยมที่เลข 3 และ 4 ก็ตรรกะแบบเดียวกัน แต่เป็นแค่ Oversold เท่านั้นเอง หลังจากที่ Histogram หลังจากที่ลงไปทำ Oversold ค่อยๆ ดันกลับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกัน จนมาตัดระดับ 0.00 ให้สังเกตดูว่าเมื่อระดับ OsMA ตัด 0.0 ขึ้นมาได้ ก็จะเป็นจังหวะที่เราจะหาโอกาส Buy ให้เห็นว่ามี Price Action เกิดขึ้นชัดเจนก่อนค่อยเปิดเทรด เพราะแม้ว่า OsMA จะยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นจนราคาขึ้นมาตัดระดับ 0.0 ได้ แต่ราคาอาจลงไปก็ได้ และ OsMA ก็จะลงตามด้วยเพราะอินดิเคเตอร์ใช้ข้อมูลจากราคาที่เกิดแล้ว แต่ถ้าเราเห็นรูปแบบ Price Action ทางที่ตัดขึ้นมา เช่น Pin Bar, Engulf Bar หรือเป็นการลงมาทดสอบ support/resistance แบบเร็วๆ ด้วย ก็จะทำให้เรามั่นใจกับสิ่งที่ OsMA บอกมากยิ่งขึ้น
กรณี Divergence – รูปแบบ Divergence ที่ให้สัญญาณการเปิด Buy เมื่อเราเห็นว่า การพัฒนาของราคาได้ทำ Low ใหม่ต่ำกว่า Low ก่อนนี้ แต่อีกทางด้วย OsMA กลับทำ Low ต่อมาเหนือกว่า Low ก่อน [ราคาทำ Low->Lower Low แต่ OsMA ทำ Low->Higher Low] ตามภาพประกอบจะเห็นความขัดแย้งกันระหว่าง market structure และ OsMA อย่างชัดเจน ที่ชาร์ตราคาทำ Low ได้ แล้วต่อมายังสามารถทำ Lower Low ต่ำกว่าจุดก่อนได้ ขณะเดียวกัน ทางด้าน OsMA ต่างที่ราคาทำ Lower Low แต่กลับเป็น Higher Low รูปแบบการเคลื่อนของราคาและอินดิเคเตอร์แบบนี้เรียกว่า Divergence ส่วนมากก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะเปลี่ยนเทรน หลังจากความขัดแย้งแล้ว OsMA ยังต่อเนื่องจนมาเหนือกว่าระดับ 0.00 ได้อีก การเปิดเทรดไม่ได้เปิดทันที เพราะต้องการเห็น Price Action เกิดขึ้นก่อน รอจนกว่าแท่งเทียนจบอย่างไร แล้ว OsMA ยังยืนยันหรือเปล่าค่อยเปิดเทรด ตามภาพ ตรงพื้นที่ที่บอก Buy ส่วน Stop loss ก็จะอิง Low ที่ใกล้สุด ส่วน Divergence สำหรับ Sell ก็จะเป็นรูปแบบและตรรกะแบบเดียวกัน แต่คนละทางเท่านั้นเอง
OsMA เป็นตัวขยายของ MACD ที่ทำงานได้ดี เห็น Overbought/Oversold ได้ชัดเจนกว่า MACD และยังให้สัญญาณได้เร็วกว่าตัว MACD อีกด้วย แต่ไม่ควรใช้ OsMA อย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับทูลตัวอื่นๆ เพื่อเป็นตัวหนุนกัน เพื่อช่วยกันกรองความเป็นไปได้ให้มากยิ่งขึ้น